การจัดการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์

ประเทศไทยเดิมเป็นประเทศด้านเกษตรกรรมด้วยทั้งผืนแผ่นดินและแผ่นน้ำส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์​ พอมีการจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาในยุคแรกๆ​ นอกจากสาขาด้านเกษตรศาสตร์​ ยังมีการตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์สอนควบคู่มาด้วยเพื่อพัฒนาบุคลากรไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

ไม่น่าเชื่อผ่านมา​ 100​ ปี​ มีสถาบันการศึกษาในประเทศไทยเปิดสอนสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์เกือบ​ 100​ แห่ง​ (สมัยก่อนเราจะได้ยินการพูดถึงกลุ่ม​ 8​ เกียร์​ หมายถึงมีมหาวิทยาลัยที่เปิดสินด้านวิศวกรรมศาสตร์เพียงแค่​ 8​ แห่ง)​ ทั้งภาครัฐและเอกชน​ ช่วงแรกๆ​ ก็จะเปิดสอนด้านวิศวกรรมโยธา​ วิศวกรรมไฟฟ้า​ และวิศวกรรมเครื่องกล​ เพื่อตอบสนองงานโครงสร้างพื้นฐาน แต่พอประเทศไทย​เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมใหม่ (์NICs) เมื่อซักสามสิบกว่าปีก่อน​ ความต้องการบุคลากรด้านวิศวกรเกิดมีความต้องการสูงมากจนขาดแคลน​ ขนาดที่ต้องรับผู้สำเร็จการศึกษาสาขาที่ใกล้เคียงมาทำหน้าที่วิศวกร​กันทีเดียว ช่วงเวลานั้นเลยทำให้มีผู้สนใจหันมาเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์สูงสถานบันการศึกษาเลยหันมาเปิดหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น

ปัจจุบันการจัดการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์ในประเทศไทยน่าจะก้าวผ่านจุดสูงสุดมาแล้วในแง่เชิงปริมาณ​ ช่วงสูงสุดทุกสถาบันผลิตบัณฑิตด้านวิศวกรรมออกสู่ตลาดอาชีพปีละสามหมื่นกว่าคน​ ยุคสมัยปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าจนเกิดเครื่องจักรกลอัจฉริยะ​ หุ่นยนต์​ หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ที่สามารถมาทำงานแทนวิศวกร​ งานออกแบบ​ งานคำนวณ งานวิเคราะห์ ทุกงานสามารถทำได้รวดเร็วขึ้นเพียงใช้ปลายนิ้วกดปุ่มสั่งการ​ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความสนใจเข้าเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ลดน้อยถอยลง​ จนหลายสถาบันการศึกษาที่คิดว่าการเปิดสอนคณะวิศวกรรมศาสตร์จะยังคงมีนักศึกษากลับกลายเป็นการเข้าใจผิด

สมัยนี้เด็กกลายเป็นฝ่ายเลือกเรียนสาขาวิศวกรรมหรือแม้แต่เลือกสถาบันการศึกษาได้​ ทำให้สถาบันการศึกษาถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเข้ายาก​ (เด็กส่วนใหญ่ยากเข้า)​ กลุ่มพอเข้าได้​ (ระดับกลางๆ)​ และกลุ่มเข้าเมื่อไหร่ก็ได้​ โดยมีสถาบันการศึกษาไม่ถึงครึ่งที่ยังมีโอกาสคัดเลือกผู้เข้าเรียน​ด้านนี้ ต่างจากสมัยที่คนนิยมเรียนทุกแห่งล้วนได้คัดเลือกผู้เรียนจนเต็มทุกที่นั่งไม่เพียงพอต่อความต้องการเรียน​ ปัจจุบันพอเด็กที่ผิดหวังจากสถาบันการศึกษาชั้นนำหากยังคงอยากเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์และไม่สนใจชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยมากนักจะมีที่นั่งเรียนกันทุกคน​ เพราะสุดท้ายแล้วทุกปีจะยังคงที่นั่งว่างอยู่

สาขาที่ยังได้รับความนิยมและหางานได้ง่ายยังคงเป็นวิศวกรรมโยธา​ วิศวกรรมไฟฟ้า​ และวิศวกรรมเครื่องกลเหมือนเดิม​ ส่วนสาขาอื่นๆ​ หรือสาขาใหม่ๆ​ สถาบันชั้นนำที่มีโอกาสคัดเลือกเด็กยังคงพอจัดการศึกษาได้​ ความท้าทายสูงสุดตกมาอยู่กับสถาบันการศึกษาที่ถูกเด็กคัดจะต้องทุ่มเทสรรพกำลังในการจัดการเรียนการสอนสูงมากกว่าเพื่อดึงดูดให้เด็กเข้ามาเลือกเรียน

ในทางกลับกันความนิยมของเด็กสมัยนี้หันไปนิยมเรียนสายสังคมศาสตร์มากกว่า​ เลยทำให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหลายแห่งหรือสถาบันที่เคยเน้นสอนสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขาดอัตลักษณ์ด้านเทคโนโลยีกันไป ด้วยสัดส่วนของสายสังคมเพิ่มขึ้นทุกปี

ปราโมทย์​ อนันต์วราพงษ์​ ครูช่าง @เทคนิคกรุงเทพฯ

การจัดการศึกษาด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน

ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่มีภูมิศาสตร์เหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากที่สุด คงไม่มีใครคิดเห็นเป็นอย่างอื่นแน่นอนหากดูจากแผนที่ ประกอบกับองค์การสหประชาชาติได้มาตั้งสำนักงานองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO (International Civil Aviation Organization) ในกรุงเทพฯ ให้ดูแลกิจการการบิน 37 ประเทศในแถบเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อปี พ.ศ. 2495 เพื่อดูแลมาตรฐานการเดินอากาศในภูมิภาค นับถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 67 ปี ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่มีการรวมประชาคมอาเซียน 10 ประเทศ ประเทศไทยเองถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางด้านการบินของภูมิภาค

ในปี พ.ศ. 2504 องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศร่วมกับรัฐบาลไทย และกองทุนพิเศษสหประชาชาติ จัดตั้งโครงการศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทยขึ้นมา เป็นโครงการที่มีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี เพื่อเป็นศูนย์พัฒนากิจการด้านการบินพลเรือนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นสถานศึกษาด้านการบินพลเรือนแห่งแรกๆ ในประเทศไทยที่มีคนเข้ารับการฝึกอบรมจากทุกประเทศในภูมิภาค เมื่อสิ้นสุดโครงการรัฐบาลไทยได้รับมอบศูนย์ฝึกการบินพลเรือนมาดำเนินการต่อโดยมอบให้อยู่ในความดูแลของกรมการบินพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม จวบจนปัจจุบันสถานศึกษาแห่งนี้ปรับเปลี่ยนมาเป็นสถาบันการบินพลเรือน ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม มีบทบาทในการผลิตบุคลากรด้านอุตสาหกรรมการบินมายาวนานกว่าห้าสิบปี และมีหลักสูตรครอบคลุมทุกงานในอุตสาหกรรมการบิน โดยอ้างอิงตามมาตรฐาน ICAO

สำหรับสถานศึกษาของหน่วยงานทหารที่เกี่ยวกับการบินได้มีการก่อตั้งก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย ดังนั้นก่อนหน้านั้นการพัฒนาบุคลากรด้านการบินของประเทศไทยจะต้องส่งไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ

อุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยค่อยๆ เติบโตอย่างช้าๆ แต่ต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2536 เริ่มมีการขยายสนามบินตลอดจนเริ่มมีกฎหมายให้สามารถตั้งสนามบินเอกชนได้ ในช่วงเวลานั้นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเห็นว่าอุตสาหกรรมด้านนี้เริ่มเติบโต และมีแนวโน้มที่จะมีความต้องการช่างเทคนิคด้านอุตสาหกรรมการบินเพิ่มขึ้น จึงได้ริเริ่มเปิดสอนหลักสูตรอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน (Avionics) ในแผนกวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ขึ้น 2 วิทยาเขต ได้แก่ วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ และวิทยาเขตนนทบุรี โดยผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับวุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งผลิตได้ปีละประมาณ 60 คนจากทั้ง 2 วิทยาเขต ซึ่งสวนทางกับการปรับเปลี่ยนคุณวุฒิในการรับสมัครงานโดยช่วงนั้นอุตสาหกรรมด้านนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติการรับสมัครงานด้วยการยกระดับรับเฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาในคุณวุฒิปริญญาตรี (ยกเลิกการรับบุคลากรระดับต่ำกว่านั้น ด้วยช่วงนั้นประเทศไทยมีค่านิยมปริญญาสูงมาก) ซึ่งมีผู้สำเร็จการศึกษามากมายแม้ไม่ตรงสายเข้าทำงาน โดยเป็นการรับผู้สำเร็จการศึกษาวุฒิที่ใกล้เคียงแล้วมาทำการฝึกอบรมเพิ่มเติม ในเวลาต่อมาสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลได้ทยอยปิดหลักสูตรดังกล่าวลงในปี พ.ศ. 2547 ก่อนช่วงที่จะมีพระราชบัญญัติจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่หันมาเน้นการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีแทน

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ราวปี พ.ศ. 2536 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทยเริ่มหันมาจัดการศึกษาด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศกันมากขึ้น โดยจัดเป็นสาขาวิชาภายในคณะวิศวกรรมศาสตร์ และมุ่งเน้นผลิตวิศวกรรมการบิน มีเพียงบางมหาวิทยาลัยที่มีการเปิดภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศขึ้นมาโดยตรง และในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาหลังจากมีการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิเต็มรูปแบบ หลายสถาบันการศึกษาในประเทศไทยหันมาเปิดหลักสูตรการศึกษาด้านการบินกันอย่างจริงจัง แต่ส่วนใหญ่เน้นไปที่สาขาการจัดการการบิน สาขาธุรกิจการบิน เป็นส่วนใหญ่ มีน้อยแห่งที่ดำเนินการด้านการผลิตนักบิน และสาขาช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน เนื่องจาก 2 ด้านนี้มีการลงทุนสูง

อย่างไรก็ตามด้วยอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในระดับโลกที่มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในรอบสิบปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่สูงต่อไปในอนาคตอีก 20 ปีแบบทวีคูณ ตามการคาดการณ์ของบริษัทผลิตเครื่องบินรายใหญ่ในโลก ทำให้สถานบันการศึกษาในประเทศไทยหันมาจัดการศึกษาด้านอุตสาหกรรมการบินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาหลังจากประเทศไทยถูก ICAO ปักธงแดง เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558 นั่นหมายความว่ามีการตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยยะสำคัญต่อความปลอดภัยด้านการเดินอากาศของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการเดินอากาศในประเทศไทย ซึ่งตอนนั้นยังเป็นกรมการบินพลเรือนอยู่ โดยในช่วงเวลานั้นทั้งๆ ที่ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการปักธงแดงแต่ได้มีการพูดถึงหลักสูตรด้านการผลิตนักบิน และช่างซ่อมบำรุงอากาศยานมากขึ้น ด้วยการพยากรณ์ของอุตสาหกรรมระบุตัวเลขความต้องการของบุคลากรเหล่านี้มากกว่าห้าแสนคนในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า และข้อมูลระบุว่าการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมผนวกกับความต้องการบุคลากรส่วนใหญ่มาอยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ในปี พ.ศ. 2556 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้มีนโยบายและแนวคิดในการผลิตช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐานสากล โดยไปยึดอ้างอิงตามมาตรฐาน EASA (European Aviation Safety Agency) ขึ้นด้วยเห็นว่าแนวโน้มของอุตสาหกรรมด้านนี้จะถูกกำหนดด้วยองค์การระดับสากลมากขึ้นหลังจากประเทศไทยได้รับการปลดธงแดง ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนอากาศยานทำให้ต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินอากาศยิ่งขึ้น จนหลายประเทศมุ่งเน้นไปที่มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงกว่าการกำหนดไว้ในขั้นต่ำโดย ICAO โดยเฉพาะเที่ยวบินที่ทำการเดินอากาศระหว่างประเทศ อาจจะเนื่องด้วยในห้วงเวลาดังกล่าวมาตรฐานการบินบ้านเรายังเดินตามข้อกำหนดตามมาตรฐาน ICAO แนวคิดของราชมงคลกรุงเทพจึงถูกตั้งคำถามมากมายว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่ไปเลือกผลิตช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐานระดับสูงอย่าง EASA?

อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2557 ราชมงคลกรุงเทพได้ตัดสินใจริเริ่มโครงการสถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพขึ้นโดยในช่วง 2 ปีแรกเป็นการพัฒนาบุคลากรและครุภัณฑ์เพิ่มเติมตลอดจนเตรียมพร้อมการตรวจรับรองมาตรฐานศูนย์ฝึกอบรมซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน EASA จนกระทั่งในเดือนมกราคม พ.ศ. 2559 โครงการสถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้รับการตรวจรับรองจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศเยอรมนี เพื่อให้การรับรองตามมาตรฐาน EASA และในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2559 มหาวิทยาลัยก็ได้รับการรับรองมาตรฐาน EASA Part 147 ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรมตามมาตรฐาน EASA ได้ โดยเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยในช่วงเวลานั้นถึงแม้ว่าจะเป็นการรับรองผ่านบริษัทแอร์โร่บิวดุ้ง ประเทศเยอรมนี (Indirect Approve) โครงการสถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เปิดรับผู้เข้าฝึกอบรมรุ่นแรกเป็นหลักสูตร EASA PART 66 CAT B1.1 ซึ่งเป็นช่างซ่อมบำรุงอากาศยานด้านแมคคานิคส์และเริ่มดำเนินการจัดฝึกอบรมมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เป็นต้นมา

ปัจจุบันนี้มีวิทยาลัยอาชีวศึกษาจำนวน 6 แห่งที่เปิดทำการสอนด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน และเริ่มมีภาคเอกชนสนใจพัฒนาหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยานรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้ร่วมมือกับบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด และบริษัท บางกอกเอวิเอชั่น จำกัด เปิดสอนหลักสูตรฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน โดยการออกแบบหลักสูตรขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อผลิตช่างซ่อมบำรุงอากาศยานให้กับสายการบิน ซึ่งในรุ่นแรกสายการบินไทยแอร์เอเชียเปิดรับสมัครและบรรจุผู้เข้าฝึกอบรมเป็นพนักงานสายการบินตั้งแต่เริ่มเข้ารับการฝึกอบรม และเริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เป็นต้นมา ปัจจุบันรับมาเรียนแล้วจำนวน 4 รุ่นรวม 100 คน

นับเป็นเวลา 2 ปีกว่า เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ประเทศไทยได้รับการปลดธงแดงจาก ICAO ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีที่จะมีการปลดล็อคกิจการการเดินอากาศให้สามารถขยายเส้นทางการบินได้สะดวกขึ้นโดยเฉพาะเส้นทางระหว่างประเทศ และก็เป็นไปตามคาดอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยมีการเติบโตและเกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในช่วงหลังจากนั้น อย่างไรก็ตามกิจการการเดินอากาศระหว่างประเทศยังจะถูกจับตาและตรวจสอบความปลอดภัยในการดำเนินกิจการจากมาตรฐานระดับสากลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการจัดการศึกษาด้านอุตสาหกรรมการบินจึงควรดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปักธงแดงอีก

ในอนาคตอันใกล้นี้รัฐบาลมีโครงการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมซ่อมบำรุงอากาศยานขนาดใหญ่ที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการจัดการศึกษาพร้อมสรรพโดยเฉพาะศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่เรียกได้ว่าทันสมัยที่สุดในโลกร่วมกับผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ในโลก ตลอดจนรองรับกับทุกมาตรฐานการบิน ถึงเวลานั้นประเทศไทยน่าจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางทางด้านการบินในภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

เพียงแค่ไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2562 มาตรฐานด้านการบินของเราเริ่มคึกคักและมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรฐานเทียบเคียงกับมาตรฐาน EASA โดยทางสำนักงานการบินพลเรือน (CAAT) ได้มีแนวทางในการปรับใช้กฎข้อบังคับต่างๆ เทียบเคียงกับมาตรฐาน EASA และในช่วงเวลานี้ก็มีข่าวดีที่มีภาคเอกชนได้เปิดศูนย์อบรมและทดสอบตามมาตรฐาน EASA โดยร่วมมือกับศูนย์ฝึกอบรมในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทำการสอนและทดสอบในกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยให้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานไทยเข้าถึงการขอในอนุญาตตามมาตรฐาน EASA ได้ นอกจากนั้นยังมีช่างซ่อมบำรุงจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสอบด้วย เป็นสัญญาณการเข้าสู่มาตรฐานสากลและเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่ดี

FB_IMG_1608330142029

ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ ครูช่าง @เทคนิคกรุงเทพฯ

Initial Airworthiness
Cotinuing Airworthiness

บันทึกต่อท้าย พฤศจิกายน 2566 ปัจจุบันหลักสูตรฝึกอบรมตามมาตรฐาน EASA แบบ Full Training Course ในประเทศไทยไม่มีแล้ว เหลือแต่แบบศูนย์สอบ รอว่าจะมีสถาบันใดทำอีก

อุตสาหกรรมอากาศยานไทยจะไปทางไหน?

บันทึกความคิดเห็นอุตสาหกรรมอากาศยาน

ช่วงนี้ผมได้รับคำถามเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอากาศยานอยู่บ่อยๆ ตอบได้บ้างตอบไม่ได้บ้าง เรียกได้ว่าแต่ละคำถามล้วนตอบยากทั้งนั้น แต่การตอบคำถามใดๆ ออกไปต้องบอกว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผมเองจากประสบการณ์ที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาด้านอุตสาหกรรมนี้ด้วยความบังเอิญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 โดยสิ่งที่ผมทำคือการผลิตบุคลากรด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน ผมขอยกตัวอย่างคำถามที่ได้รับบ่อยๆ ดังนี้

Q มุมมองของอาจารย์ในเรื่องของ Aerospace ในประเทศไทยในปัจจุบัน?

A ต่อข้อคำถามในเรื่องของ Aerospace ในประเทศไทย คงต้องตอบแยกเพราะว่าเรามักนึกถึง Aerospace ใน 2 ด้านคือด้านอากาศและด้านอวกาศ สำหรับประเทศไทยอุตสาหกรรมยังอยู่ในด้านอากาศมากกว่าหรือในงานการบินเป็นหลัก ส่วนด้านอวกาศยังอยู่ในระดับงานวิจัยหรือการศึกษาระดับสูงเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผมชอบมองและตอบข้อคำถามในมุมอากาศยานในงานการบินเป็นหลัก

อุตสาหกรรมด้านการบินเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยขั้นสูง ทำให้ในการดำเนินงานต่างๆ ต้องมีมาตรฐานมากำกับตลอดเวลา ดังนั้นผู้ที่จะมาดำเนินกิจการด้านการบินจะต้องมีการศึกษาและทำตามมาตรฐาน ตลอดจนได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับมาตรฐานทางการบิน อุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยปัจจุบันมีการเจริญเติบโตในส่วนของสายการบินอย่างก้าวกระโดดมาอย่างต่อเนื่อง สังเกตจากจำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจนเกินขีดความสามารถในการรองรับของหลายๆ สนามบิน แต่ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การซ่อมบำรุงอากาศยาน และการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ยังมีอัตราการเติบโตที่น้อยอยู่

Q ทิศทางการเจริญเติบโตของ Aerospace ในอนาคต?

A การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต 20 ปีข้างหน้ามีการคาดการณ์โดยผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ว่าจะเติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับในปัจจุบัน โดยแนวโน้มอัตราการเจริญเติบโตสูงที่สุดจะเกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเติบโตด้านเศรษฐกิจที่สูง โดยในกลุ่มประเทศอาเซียนประเทศไทยนับว่ามีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค ดังนั้นอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยจะยังมีโอกาสเติบโตในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจการบิน ด้านการซ่อมบำรุง ตลอดจนด้านการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้กำหนดอุตสาหกรรมการบินให้เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่ประเทศมุ่งเป้าในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างให้มีความเจริญเติบโตในอนาคต ดังนั้นต่อข้อคำถามนี้บอกได้เลยว่าอุตสาหกรรมนี้ค่อนข้างมีอนาคตที่ดีด้วยเหตุปัจจัยทั้งปวง

แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตแล้วอุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยมีการเจริญเติบโตดีเฉพาะในส่วนของสายการบินมาโดยตลอด และยิ่งมาเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดตอนที่เปิดให้มีการตั้งสายการบินต้นทุนต่ำ (Low cost airline) เมื่อ 15 ปีก่อน (สายการบินต้นทุนต่ำสายการบินแรกเริ่มเมื่อธันวาคม 2546) เมื่อค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยเครื่องบินมีราคาถูกลงก็เกิดแรงจูงใจให้คนไทยหันมาเดินทางด้วยเครื่องบินมากขึ้น ทุกวันนี้เราจะเห็นว่าเที่ยวบินภายในประเทศเพิ่มขึ้นตลอดเวลาพร้อมผู้โดยสารเต็มลำเกือบทุกเที่ยว โดยจำนวนเที่ยวบินทุกสนามบินในประเทศรวมกันทะลุ 1 ล้านเที่ยวบินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา แต่สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมการบินในประเทศไทยไม่ได้เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาค (ฮับทางการบิน) ตามที่หลายๆ คนวาดหวังไว้ คืองานด้านซ่อมบำรุงอากาศยานยังไม่เติบโตเท่าที่ควร เรามี MRO ที่ค่อนข้างน้อยไม่เพียงพอต่อการซ่อมบำรุงเครื่องบินที่เรามีอยู่ทั้งหมด ตลอดจนขีดความสามารถของ MRO ก็ยังไม่ครบทั้งหมด ทำให้ยังคงมีการส่งเครื่องบินไปซ่อมต่างประเทศควบคู่ไปด้วย อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยควรมีการส่งเสริมให้เกิดขึ้นเพื่อความครบวงจรคืออุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเฉพาะพิเศษมากๆ การส่งเสริมให้เกิดขึ้นจะต้องให้ทั้งความรู้และให้สิทธิพิเศษในการดำเนินงานสำหรับอุตสาหกรรมนี้

สิ่งที่ต้องรีบปรับตัวให้ทันคือภาครัฐบาลไม่ว่าจะเป็นหน่วยควบคุมมาตรฐานทางการบิน และภาคการศึกษา ที่ทุกวันนี้อาจเรียกได้ว่าตามภาคอุตสาหกรรมไม่ค่อยทัน ทั้งๆ ที่หน่วยงานราชการที่ดูแลด้านการบินในประเทศไทยก่อตั้งมาเป็นเวลาประมาณ 100 ปีเศษ มีการเปลี่ยนชื่อไปหลายชื่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเรื่องของการออกข้อบังคับกฎหมายทางการบินที่ขาดการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน ตลอดจนการการดำเนินงานตามข้อกฎหมายไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐาน ดังที่เราถูกปักธงแดงโดย ICAO เมื่อปี 2558 ก็เพื่อให้หน่วยควบคุมมาตรฐานทางการบินดำเนินการแก้ปัญหาเหล่านี้

Q มาตรฐาน EASA มีไปทำไมครับเราอยู่เมืองไทย?

A บ่อยครั้งที่ผมได้รับคำถามทำนองนี้จากทั้งบุคคลทั่วไปจนถึงนักวิชาการ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าราชมงคลกรุงเทพ จัดตั้งสถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และดำเนินการให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part 147 นั่นหมายความว่าเราเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้านซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน EASA เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย และต่อมาก็เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรฐาน EASA เป็นของทางสหภาพยุโรป

การเป็นช่างซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทยการได้รับใบอนุญาตตามมาตรฐานประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ซึ่งหน่วยงานที่รับรองและออกใบอนุญาตคือสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ซึ่งเป็นหน่วยงานควบคุมมาตรฐานการเดินอากาศของประเทศไทย ปัจจุบัน CAAT ได้รับรองหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยานให้กับสถาบันการศึกษาเพียงแห่งเดียว ซึ่งทำให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันนั้นเป็นกลุ่มเดียวที่ได้โอกาสในการย่นเวลาในการทำงานลงประมาณครึ่งหนึ่งในการมีสิทธิสอบเพื่อขอใบอนุญาตเป็นช่างซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทย ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากที่อื่นไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยานโดยตรงหรือหลักสูตรช่างทั่วไป หรือแม้กระทั่งหลักสูตรด้านวิศวกรรมศาสตร์ ต้องใช้เวลาในการทำงานด้านซ่อมบำรุงอากาศยานมากกว่า 2 เท่าจึงสามารถสอบขอใบอนุญาตได้

แล้วหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน EASA มีความจำเป็นไหมในประเทศไทย คำตอบสามารถบอกว่าไม่จำเป็นหรือจำเป็นก็ได้ หากจะตอบว่าไม่จำเป็นนั่นหมายความว่ามาตรฐานต่างๆ ในการเดินอากาศในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับของนานาชาติในกรณีทำการเดินอากาศระหว่างประเทศ (ซึ่งเราต้องยอมรับว่าปัจจุบันประเทศไทยมีการเดินอากาศระหว่างประเทศ) โดยเฉพาะประเทศที่ใช้มาตรฐานที่ต้องการความปลอดภัยสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่ถูกกำหนดไว้ ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่แทบจะไม่ต้องสนใจมาตรฐานอื่นเลยแต่หมายความว่าหากมีการตรวจสอบมาตรฐานแล้วไม่มีเหตุปัจจัยอะไรจะส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยเมื่อนำมาตรฐานใดมาอ้างอิงก็ตาม และศูนย์ฝึกอบรมซ่อมบำรุงใดๆ ก็คงจะเป็นไปตามมาตรฐานสากล

หากตอบว่าจำเป็นนั่นหมายความว่าบางประเทศยังคงต้องการอ้างอิงมาตรฐานบางอย่างกับประเทศไทย ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็คือมาตรฐานขั้นต่ำที่ ICAO กำหนด แต่ทว่าบางประเทศที่ใช้มาตรฐาน EASA หรือ FAA ก็มักจะใช้มาตรฐานความปลอดภัยเหล่านั้นมาใช้ควบคุมการจัดการการเดินอากาศของเราที่จะบินไปประเทศนั้นๆ และเมื่อนั้นเราก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ถูกอ้างไว้รองรับการเดินอากาศระหว่างประเทศ และหากว่าเรานำเอามาตรฐานที่สูงมาใช้กับการเดินอากาศภายในประเทศด้วยผู้โดยสารทุกคนก็จะมั่นใจและได้รับความปลอดภัยในการเดินอากาศในมาตรฐานที่สูงขึ้น

ผมเชื่อว่าหากเมื่อ 2 ปีที่แล้วราชมงคลกรุงเทพ ไม่ได้ขอรับรองมาตรฐาน EASA Part 147 ในอนาคตน่าจะมีศูนย์ฝึกอบรมในประเทศไทยที่ขอรับรองมาตรฐาน EASA Part 147 อย่างน้อย 1 ศูนย์หรือมากกว่า จนกว่าประเทศไทยจะยกระดับมาตรฐานการเดินอากาศจนสูงพอและเมื่อถึงวันนั้น Part 147 จะกลายเป็นเรื่องปกติพื้นฐานที่ทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติตามแม้จะเรียกชื่อเป็นอย่างอื่นก็ตามที

ยังมีข้อคำถามอื่นๆ ปลีกย่อยอีก ไว้ทยอยนำมาตอบเพื่อแบ่งปันกันต่อไป

ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ ครูช่าง @เทคนิคกรุงเทพฯ

Education Disruption

เป็นอีกหนึ่งบทความเก่าที่ผมเขียนเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2561 เพื่อมองสถานการณ์ของการศึกษาที่มีภัยคุกคามเข้ามาเยอะมาก ภัยคุกคามที่ก่อให้เกิดการแข่งขันกันรุนแรงที่สุดคือจำนวนเด็กที่จะเข้าสู่ระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่องจนทำให้จำนวนที่นั่งในสถานศึกษาล้นเหลือจนกลายเป็นที่นั่งว่างเปล่า ห้องเรียนร้าง นี่ยังไม่นับรวมภัยคุกคามอื่นๆ อีกมากมาย บทความนี้พยายามสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์เพื่อหาแนวทางในการรับมือในอนาคต

Education Disruption มีจริงหรือ?

ช่วงนี้มีข่าวด้านการศึกษาออกมาบ่อยจนแทบจะเป็นข่าวรายวัน ส่วนใหญ่เป็นข่าวที่ออกมาในแง่ของการชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ด้านการศึกษา อาทิเช่น จำนวนเด็กเกิดน้อยลงส่งผลต่อจำนวนนักเรียนนักศึกษาในระบบที่ลดลงสวนกระแสการเกิดขึ้นของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยช่วงที่ผ่านมาประมาณสิบกว่าปี การเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการ Disruption การอุบัติขึ้นของเอไอ (Artificial Intelligence : AI) และ Big Data ที่สามารถมาแทนที่บุคลากรการศึกษาส่วนใหญ่ได้เลย สิ่งเหล่านี้บ่งบอกให้เห็นอนาคตของระบบการศึกษาในอนาคตได้ชัดเจนพอสมควร เพียงแต่ว่าเวลาของการเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง

หากเราเปรียบเทียบกับการเข้ามาของเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลที่ทำให้บริษัทผลิตฟิล์มยักษ์ใหญ่ถูก Disruption จนกระทั่งมีพนักงานถูกเลิกจ้างงานนับเป็นเรือนแสนทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของการถ่ายรูปยังคงอยู่แถมมีการถ่ายรูปมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันแต่อยู่ในรูปแบบใหม่ หรือหากลองเปรียบเทียบกับบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือที่เคยคลองอันดับหนึ่งในอดีตที่ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จนบริษัทเกิดการหดตัวอย่างรวดเร็วจนเกือบหายไป ซึ่งเรื่องของการใช้โทรศัพท์มือถือยังคงอยู่แถมสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นและมีการใช้งานมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นแล้วเฉกเช่นเดียวกับการศึกษาที่กำลังถูก Disruption ความหมายก็คือการศึกษาจะยังคงอยู่กับสังคมทั่วๆ ไปแถมจะมีเรื่องให้ศึกษามากยิ่งขึ้นด้วย แต่ Education Disruption จะเป็นการทำลายล้างระบบการศึกษารูปแบบเดิมๆ ให้หมดไป และเกิดการศึกษารูปแบบใหม่มาแทนที่ โดยเฉพาะการนำเอาเอไอและ Big Data มาช่วยในการจัดการศึกษาจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้นกว่าระบบการศึกษาที่ทำกันในปัจจุบัน

เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อวิกฤตอุดมศึกษาในประเทศไทยโดยตรงในตอนนี้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกประการ คือจำนวนเด็กเกิดน้อยลงนับตั้งแต่ปี 2515 ซึ่งช่วงแรกยังไม่ส่งผลอะไรมากเพราะจำนวนโรงเรียนและมหาวิทยาลัยยังมีน้อยจนถือว่าไม่เพียงพอจนกระทั่งมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยใหม่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ต่อมาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจึงเริ่มเกิดภาวะที่นั่งในสถานศึกษามากกว่าจำนวนผู้เรียนและเริ่มส่งผลกระทบจริงจังในปีการศึกษา 2561

อัตราการเกิดยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ไหน นั่นหมายความว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะต้องลดขนาดลงตามโดยมี 2 ทางเลือก ทางเลือกหนึ่งคือยังคงอยู่ทุกแห่งแต่ลดจำนวนผู้เรียนลงตามสัดส่วน ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ยากมากเพราะมหาวิทยาลัยที่มีโอกาสก็จะเดินหน้าพัฒนาและคงหรือเพิ่มจำนวนเด็ก อีกทางเลือกหนึ่งคือใครดีใครอยู่ โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ปรับตัวตามไม่ทันก็จะถูกควบรวมหรือปิดตัวไปไม่เฉพาะเอกชนเท่านั้น แต่จะเกิดขึ้นแม้แต่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยของรัฐเองก็ตาม ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นอยู่ในปัจจุบันแต่ระดับความรุนแรงตอนนี้ยังคงไม่ถึงขั้นปิดสถานศึกษา อย่างไรก็ตามกระทรวงศึกษาเริ่มทยอยควบรวมและปิดโรงเรียนขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ทางแก้ที่พอเป็นไปได้คือการรับผู้เรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ยังมีอัตราการเกิดสูงอยู่เข้ามาเรียน แต่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเองก็ต้องสร้างมาตรฐานระดับนานาชาติเพื่อรองรับการแข่งขันกับประเทศอื่นให้ได้

ปัจจัยด้านเทคโนโลยีที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนหลายคนอาจไม่ทันสังเกตและแลดูเหมือนกลายเป็นกบต้มไปในท้ายที่สุด เช่น สื่อการสอนออนไลน์ ที่พัฒนามาจนเป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความน่าเชื่อถือและถูกนำมาใช้ในการจัดการศึกษาทางไกลได้จริง MOOC (Massive Open Online Courses) ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกเริ่มใช้งานได้จริงและถูกพัฒนาให้ทรงประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีการนำเอาเอไอเข้ามาช่วยในการพัฒนาผู้เรียนซึ่งในอนาคตอันใกล้เอไอน่าจะเข้ามาทำหน้าที่แทนผู้สอนแถมทำได้ดีกว่า นั่นหมายความว่าบุคลากรทางการศึกษาจะมีความต้องการลดลงอย่างรวดเร็ว

ความน่ากลัวของเอไอคือมีการรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่ที่เราเรียกว่า Big Data ซึ่งสุดท้ายจะกลายเป็นแหล่งข้อมูลให้ระบบเอไอพัฒนาตัวเอง (เปรียบเหมือนแหล่งอาหารเลี้ยงเอไอให้เติบโตขึ้น) มีคนบอกผมว่าต่อไปหากนำเอาเทคโนโลยีเอไอมาผนวกรวมกับเทคโนโลยี Big Data ได้ระบบนั้นจะกลายเป็นเสมือนเทพเจ้า ซึ่งท้ายที่สุดมนุษย์จะกลายไปเป็นสัตว์เลี้ยงของเทพเจ้าเหล่านั้นไป คำกล่าวนี้อาจจะดูไม่น่าเชื่อเอาเสียเลยแต่หากดูในแง่เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีการใส่สมองกลฝังตัวเข้าไป เทคโนโลยีเหล่านั้นล้วนมีประสิทธิภาพสูงกว่ามนุษย์แทบทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งที่เราเห็นในปัจจุบันยังคงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเอไอ ขณะนี้มนุษย์ได้เริ่มใส่โปรแกรมที่เรียกว่า Machine Learning และ Deep Learning เข้าไปให้เอไอสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ซึ่งในท้ายที่สุดเอไอเหล่านั้นก็จะสามารถเรียนรู้ได้เท่าทันจนแซงมนุษย์ไปได้ ดูๆ แล้วอาจจะคล้ายหนังไซไฟแต่ก็ใกล้เคียงความจริงขึ้นมาทุกขณะ

ปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันอีกประการคือการเข้ามาของเทคโนโลยี VR (Virtual Reality) เพราะเมื่อปีที่แล้วยังมีการพูดคุยกันว่า Education Disruption อาจจะเกิดขึ้นกับเฉพาะวิชาที่เป็นทฤษฎี ส่วนวิชาทางด้านปฏิบัติน่าจะยังคงอยู่ตลอดไปเพราะอย่างไรก็ตามมนุษย์ก็ต้องลงมือปฏิบัติกับของจริงหรือสถานการณ์จริง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี VR ทำให้มนุษย์สามารถใช้งานในการฝึกทำอะไรได้ใกล้เคียงกับการลงมือปฏิบัติกับชิ้นงานจริงมากขึ้น และหากจุดของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้จนมาแทนที่การฝึกปฏิบัติแบบเดิมๆ ได้ห้องปฏิบัติการสอนที่เป็นเชิงกายภาพส่วนใหญ่คงจะถูกกวาดล้างให้หายไปจากสถานศึกษาได้ ยกเว้นเพียงแค่บางเรื่องเท่านั้นที่ยังอาจจะยังต้องใช้ของจริงแต่คงลดน้อยลงเรื่อยๆ

ปัจจัยสุดท้ายคือเรื่องค่านิยมด้านการศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งใบปริญญาจะลดน้อยถอยลง เพราะว่าความรู้ในการเอาไปทำงานจริงจะเป็นความรู้เฉพาะทางมากขึ้น ดังนั้นการจ้างงานหรือการทำงานใดๆ จะเน้นที่ความสามารถเฉพาะทางซึ่งใบรับรองความรู้นั้นน่าจะเพียงต่อการจ้างงาน ตลอดจนความรู้จะมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากเราจะไม่สามารถไปเรียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้วนำมาประกอบอาชีพหนึ่งอาชีพตลอดชีวิตได้เหมือนในอดีต อาชีพจะมีการหดหายไปและเกิดอาชีพทดแทนขึ้นใหม่ตลอดเวลา หรือหากเป็นอาชีพเดิมก็ต้องมีทักษะใหม่ๆ ตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้จะทำให้ค่านิยมด้านการศึกษาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า Education Disruption นั้นแม้จะ​เกิดขึ้นแล้วแต่การศึกษาจะยังคงอยู่ไม่หายไปไหน เพียงแต่จะมีการเปลี่ยนรูปแบบไปจนไม่เห็นรูปเดิมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจึงเห็นว่ามีผู้ใหญ่ในวงการศึกษาออกมาเตือนให้มีการปรับต่ออยู่ตลอดเวลา

มีหลายคนตั้งคำถามว่าเห็นมีแต่คนออกมาบอกว่าให้ปรับตัว ปรับตัว ปรับตัว แต่ไม่เห็นมีใครออกมาบอกเลยว่าจะให้ปรับตัวอย่างไร ตามความคิดเห็นของผมเข้าใจว่าคงไม่มีใครสามารถบอกได้ชัดเจนว่าให้ปรับตัวอย่างไรในยุคที่เทคโนโลยีผันผวนเช่นนี้ การปรับตัวในที่นี้หมายความว่าจะต้องสามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา เพราะการ Disruption สามารถเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ (อาจจะชั่วข้ามคืน)​ จนบางครั้งไม่อาจจะทันตั้งตัว ดังนั้นบุคลากรการศึกษาทุกวันนี้จะต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีตลอดจนภัยคุกคามต่างๆ และพร้อมจะปรับตัวตามตลอดเวลานั่นเองจึงจะสามารถอยู่ในการศึกษายุคผันผวนได้

ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์  ครูช่าง @เทคนิคกรุงเทพฯ
28 กันยายน 2561
วันทำงานสุดท้ายของปีงบประมาณ
ขอแสดงความยินดีกับผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านทั้งประเทศ

ช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน​ EASA​ Part​ 66

อีกหนึ่งหัวข้อที่ผมมีประสบการณ์คือการจัดการศึกษาด้านซ่อมบำรุงอากาศยาน​ โดยผมเริ่มเข้ามาทำเรื่องงานด้านนี้ครั้งแรกเมื่อปี​ พ.ศ.​ 2536​ ซึ่งได้ทำการเปิดสอนหลักสูตรอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน​ (Avionics) ที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ​ ใน​ระดับ​ ปวส.​ เปิดสอนอยู่​ 10​ รุ่นได้ (ตอนนั้นรุ่นละสามสิบกว่าคน)​ พอวิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ เปลี่ยนสถานะมาเป็นมหาวิทยาลัยก็ยุติการเปิดสอนหลักสูตรนี้ไปเพราะมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพเน้นมามุ่งจัดการศึกษาในระดับปริญญา​ แทนที่ ปวส.

ต่อมาในปลายปี พ.ศ.​ 2556​ ผมได้ริเริ่มหลักสูตรช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน​ EASA​ Part​ 66​ ที่พื้นที่เทคนิคกรุงเทพฯ​ เหมือนเดิม (ตามนโยบายของมหาวิทยาลัยในช่วงเวลานั้น) แต่เป็นหลักสูตรที่ไม่มีวุฒิ (Non degree) เป็นเพียงใบประกาศนียบัตร​ (EASA Part 66 Certificate) บทความนี้ผมเขียนไว้บนเฟสบุคเมื่อเดือนกรกฎาคม​ พ.ศ. 2561​ แต่นำมารวบรวมเผยแพร่ที่นี่อีกรอบ​ หากท่านใดสนใจเชิญอ่านต่อครับ

เส้นทางช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน EASA Part-66

ช่วงนี้บรรยากาศการจัดการศึกษาด้านช่างซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทยค่อนข้างคึกคัก จนมีคนถามผมว่าผลิตเยอะแบบนี้จะได้มาตรฐานไหม? แล้วอนาคตอันใกล้จะยังขาดแคลนอีกไหม? ผมมานั่งไตร่ตรองคิดว่ามาตรฐานช่างซ่อมบำรุงอากาศยานสามารถวัดกันได้ด้วยการมีใบอนุญาต (Licence) ซ่อมบำรุงอากาศยานของช่างซ่อมในอุตสาหกรรม ซึ่งในแต่ละประเทศจะมีสำนักงานการบินพลเรือนหรือองค์กรที่กำกับกิจการการบินพลเรือนคอยดูแลและออกใบอนุญาตแก่ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานอยู่แล้ว สำหรับในประเทศไทยเองจะมีสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (The Civil Aviation Authority of Thailand: CAAT) เป็นผู้ดูแล โดยตอนนี้จะมีผู้เริ่มสนใจใบอนุญาตซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐานสากลอยู่บ้าง ด้วยสามารถเพิ่มมูลค่าตัวเองให้สามารถเพิ่มโอกาสในการได้งานทำในสายการบินที่ทำการบินระหว่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งมาตรฐาน EASA (European Aviation Safety Agency) กลายมาเป็นมาตรฐานหนึ่งที่ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานหลายคนในประเทศไทยหมายปองที่จะมีใบอนุญาตกัน

บทความนี้เป็นบันทึกเกี่ยวกับการจัดการศึกษาด้านผลิตช่างซ่อมบำรุงอากาศยานให้ได้ใบอนุญาตตามมาตรฐาน EASA Part-66 ต้องทำอย่างไร? (หมายเหตุ ใบอนุญาตของแต่ละประเทศจะมีวิธีที่เหมือนๆ กัน เพราะถูกกำหนดโดยมาตรฐานสากล แต่อาจจะมีรายละเอียดที่ต่างกันบ้างเล็กน้อย)

โดยเส้นทางในการได้มาของใบอนุญาตซ่อมบำรุงอากาศยานตามมาตรฐาน EASA มีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วนหลักๆ คือการสอบผ่านความรู้ตามที่ EASA กำหนด ซึ่งผู้ที่สอบผ่านจะได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate of recognition) ในแต่ละโมดูล อีกส่วนคือประสบการณ์ทำงาน (On Job Training: OJT โดยดูการทำงานผ่าน Log Book) ในหน่วยซ่อมบำรุงที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part-145 ซึ่งหาก 2 องค์ประกอบนี้ครบถ้วนตามข้อกำหนดแล้วช่างซ่อมบำรุงรายนั้นก็สามารถยื่นขอรับใบอนุญาต EASA Part-66 ได้โดยไม่ต้องทำการทดสอบใดๆ อีก

ทั้งนี้ใบอนุญาตที่ได้มาในตอนแรกจะเป็นเล่มเปล่า (Blank AML without type rating) ต่อจากนั้นช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจะต้องไปฝึกอบรมและทำงานเฉพาะทางเพื่อให้มี Type Rating endorsed on the AML

ทำยังไงจึงจะได้มาซึ่งใบประกาศนียบัตร EASA Part-66? ทั้งนี้ใบประกาศนียบัตรตามมาตรฐาน EASA Part-66 มีหลากหลายแบบสามารถหามาได้หลายวิธีการ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีการนำไปใช้ประกอบการขอใบรับรองที่แตกต่างกันโดยสิ่งที่แตกต่างกันหลักๆ คือระยะเวลาของประสบการณ์การทำงานที่จะนำมาประกอบในการยื่นขอใบอนุญาต สำหรับในบทความนี้จะขอแบ่งประกาศนียบัตรออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1) ประกาศนียบัตรที่ได้จากการฝึกอบรมในศูนย์ฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part-147 (ซึ่งหลักสูตรที่ฝึกอบรมต้องได้รับการรับรองมาตรฐานด้วย) และ 2) ประกาศนียบัตรที่ได้จากการสอบอิสระ

ประเภทที่ 1 ประกาศนียบัตรที่ได้จากการฝึกอบรมในศูนย์ฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part-147 โดยจะมีการรับรองหลักสูตรฝึกอบรมตามแต่ละ Category หากผู้ที่ผ่านหลักสูตรเหล่านี้และได้รับใบประกาศนียบัตรประเภทนี้ไป ประกาศนียบัตรแบบนี้สามารถนำไปใช้ประกอบการขอใบอนุญาตโดยใช้เวลาในการทำงานเพื่อเก็บประสบการณ์น้อยที่สุด โดยปกติทั่วไปจะอยู่ที่ 2 ถึง 3 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเข้าสู่อาชีพช่างซ่อมบำรุงอากาศยานหน้าใหม่ที่ต้องการใบอนุญาตตามมาตรฐาน EASA Part-66 ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด ทั้งนี้ผู้ฝึกอบรมจะใช้เวลาฝึกอบรมประมาณ 2400 ชั่วโมง (รวมทั้งสิ้น 17 โมดูล) โดยแบ่งออกเป็นทฤษฎี 1200 ชั่วโมง และฝึกปฏิบัติ 1200 ชั่วโมง ส่วนคุณสมบัติผู้สอนต้องได้รับการรับรองให้สอนได้โดยมีการกำหนดชื่อไว้ใน MTOE (Maintenance Training Organization Exposition) ของศูนย์ฝึกอบรมนั้นๆ ดังนั้นหากรวมระยะเวลาการฝึกอบรมและระยะเวลาฝึกประสบการณ์ทำงานเข้าด้วยกันจะสามารถได้ใบอนุญาต EASA Part-66 ได้เร็วสุดประมาณ 4 ปี (ฝึกอบรม 2 ปี ฝึกประสบการณ์ทำงาน 2 ปี)

ประเภทที่ 2 ประกาศนียบัตรที่ได้จากการสอบอิสระ สำหรับประเภทนี้ช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่ต้องการใบอนุญาต EASA Part-66 หรือบุคคลทั่วไปสามารถทำการสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกาศนียบัตรได้โดยไม่ต้องผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐาน EASA Part-147 อาจจะเป็นการศึกษาด้วยต้นเอง ศึกษาออนไลน์ และขอทำการสอบตามข้อสอบมาตรฐาน ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้ผู้สอนและสถานที่สอนไม่จำเป็นต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part-147 (ศึกษาด้วยตนเองโดยไม่มีผู้สอนก็ได้) แต่การสอบต้องมีหน่วยงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part-147 จัดสอบให้โดยมีค่าใช้จ่ายในแต่ละโมดูล (สถานที่ไม่จำเป็นต้องเป็น EASA Part-147) การนำเอาใบประกาศนียบัตรแบบนี้ไปประกอบการขอใบอนุญาตจะต้องมีเวลาฝึกประสบการณ์ทำงานอย่างน้อยประมาณ 5 ปี ทำให้ใบประกาศนียบัตรแบบนี้เหมาะสำหรับช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่ทำงานอยู่แล้วเพราะสามารถเอาช่วงเวลาที่ทำงานมานับเป็นประสบการณ์ได้ แต่สำหรับบุคคลทั่วไปหากสอบผ่านใบประกาศนียบัตรประเภทนี้จะต้องใช้เวลาฝึกประสบการณ์ทำงานนานถึง 5 ปี กว่าจะมีสิทธิ์ยื่นขอใบอนุญาต EASA Part-66 ได้ ยกตัวอย่างเช่นหลักสูตรระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนด้านซ่อมบำรุงอากาศยานในหลักสูตร 4 ปี โดยหลักสูตรไม่ผ่านการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part-147 ผู้สำเร็จการศึกษาหากต้องการมีใบอนุญาต EASA Part-66 ในช่วงระหว่างกำลังศึกษาอยู่หรือหลังจากสำเร็จการศึกษาจะต้องทบความความรู้ตามมาตรฐาน EASA และทำการสอบข้อสอบมาตรฐานให้ครบทุกโมดูล ก็จะได้รับใบประกาศนียบัตรประเภทนี้ หลังจากนั้นต้องฝึกประสบการณ์ทำงานอีก 5 ปี ทำให้ระยะเวลาในการมีสิทธิ์ยื่นขอใบอนุญาต EASA Part-66 รวมกันไม่น้อยกว่า 9 ปี (เวลาศึกษาปริญญาตรี 4 ปี ฝึกประสบการณ์ทำงาน 5 ปี)

อย่างไรก็ตามสำหรับประเภทที่ 2 บุคคลทั่วไป ผู้ที่ศึกษาหลักสูตรด้านช่างอากาศยาน (หลักสูตรที่ไม่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน EASA Part 147) หรือแม้แต่บุคคลที่เรียนสาขาวิชาอื่นๆ หรือผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาก็สามารถสอบขอใบประกาศนียบัตรประเภทนี้ได้ โดยนำไปใช้ประกอบกับการฝึกประสบการณ์ทำงานอีก 5 ปี เช่นเดียวกันทั้งหมด

ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ถือใบอนุญาตซ่อมบำรุงอากาศยานที่ออกโดยหน่วยงานควบคุมของไทยอยู่​หกพันกว่าคน​ และมีผู้มีใบอนุญาต​ EASA​ Part​ 66​ อยู่เพียงห้าสิบกว่าคน

ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ ครูช่าง @เทคนิคกรุงเทพฯ

ปล. บันทึกต่อท้าย 20 มิถุนายน 2566

ด้วยปัจจุบันยังพบว่ามีผู้เข้ามาอ่านบันทึกเรื่องนี้อยู่ เลยต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า EASA Part 147 ในประเทศไทยปัจจุบันไม่มีแล้ว ในอนาคตอาจจะมีที่ใดขอรับรองอีกก็ได้ ปัจจุบันราชมงคลกรุงเทพไม่ได้จัดฝึกอบรมหลักสูตร Basic Training Course ภายใต้ EASA Part 147 แต่ยังสามารถจัดสอบโมดูลเพื่อให้ได้รับการรับรอง EASA Part 66 ได้ ซึ่งประกาศนียบัตรจะเป็นประเภทที่ 2

คงเหลือไว้เพียงหลักสูตร วศ.บ. วิศวกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน ที่ผู้เข้าศึกษาต่อได้รับวุฒิปริญญาตรีเท่านั้น

มุมมองเกี่ยวกับการศึกษาวันหมดวาระผู้บริหาร

ผมขอเริ่มด้วยบันทึกความทรงจำของผมเองเมื่อปีที่แล้วที่ผมบันทึกไว้ในวันที่ผมหมดวาระการเป็นผู้บริหาร โดยได้เขียนลงบนเฟสบุ๊คและได้รับความสนใจจากเพื่อนๆ มากมาย เลยตั้งใจจะนำมาเก็บรวบรวมไว้ที่นี่เพื่อสะดวกในการดูย้อนหลัง

ถึงเวลาก็ต้องถอดหัวโขน

สิ้นภาคการศึกษานี้ผมนับว่าโชคดีที่ได้ถอดหัวโขนส่วนหนึ่งออกโดยเป็นส่วนของตำแหน่งผู้บริหาร หลังจากสวมใส่มาประมาณ 12 ปีกว่า จะว่าน้อยก็น้อยจะว่ามากก็มาก แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องถอดออกและเล่นตามหัวอื่นต่อไป ยังคงเหลือหัวโขนบางส่วนในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ต้องทำหน้าที่ต่อไป นอกจากนี้ยังมีโอกาสใช้ประสบการณ์การทำงาน เป็นคณะทำงานในระดับประเทศด้วยอีกทางหนึ่ง ที่กล่าวว่าโชคดีก็เนื่องจากว่าคงหมดยุคของผมแล้วล่ะในการบริหารอุดมศึกษายุคใหม่ที่มีความผันผวนตามสภาวะที่เรียกว่า Disruptive Education เรื่องหลายๆ เรื่องคงต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามาดำเนินการพัฒนาต่อ เพื่อความยั่งยืนและคงอยู่ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้สืบไป อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณทีมงานคณะวิศวกรรมศาสตร์ทุกคนที่สนับสนุนการทำงานของคณะจนประสบความสำเร็จลุล่วงมาตลอด 4 ปี เหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่งานที่พวกเราทำมีปริมาณมากจริงๆ ในรอบ 4 ปี หากได้มองย้อนกลับไปที่ผลงานคงหายเหนื่อยกันทุกคน

ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาไทยกำลังเกิดการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในที แม้ว่าหลายกลุ่มมหาวิทยาลัยจะบอกว่าเป็นเครือข่ายหรือเป็นพันธมิตรกันก็ตาม แต่ด้วยเหตุปัจจัยของภัยคุกคามในยุคสมัยนี้ทำให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องทำการปรับตัวเองอย่างรุนแรง หากมหาวิทยาลัยไหนปรับตัวไม่ทันหรือปรับตัวผิดทิศผิดทางมีสิทธิ์ต้องม้วนเสื่อก่อนใคร ภัยคุกคามที่ว่าได้แก่ การลดลงของตัวป้อนที่เป็นนักเรียนในระบบเนื่องจากอัตราการเกิดลดลง การเข้าสู่สังคมหลาย Generation การเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งการหดตัวของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศอย่างรุนแรงนี้การตั้งรับภัยคุกคามจำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูงในการบริหารมหาวิทยาลัยจึงจะสามารถนำพามหาวิทยาลัยฝ่าวิกฤติได้

ผมหมดวาระผู้บริหารกลับไปเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมเต็มตัว มานั่งเฝ้าดูและเฝ้าให้กำลังใจผู้บริหารมหาวิทยาลัยรุ่นใหม่ที่เสียสละอาสามาทำงานฝ่าวิกฤติ เพราะว่าชื่อชั้นของมหาวิทยาลัยเราเรียกว่าอยู่ในพื้นที่อันตรายระหว่างส่วนที่จะอยู่รอดและส่วนที่จะหดตัวพอดี นับว่าโชคดีที่อธิการบดีท่านก่อนได้นำพาจากท้ายแถวมาอยู่ตรงกลางๆ ไว้ให้ก่อนท่านหมดวาระ บันทึกนี้จะเป็นบทวิเคราะห์สถานการณ์การหดตัวของสถาบันอุดมศึกษาในแนวความคิดของผม

ปี 2560 ที่ผ่านมาเป็นปีที่มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยฉลองครบรอบ 100 ปี หากมองย้อนกลับไปในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2500 ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยเพียงแค่ 5 แห่ง และใช้เวลาอีกถึง 40 ปี โดยในปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวนรวม 23 แห่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวมีจำนวนนักเรียนที่ต้องการเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นจำนวนมาก เกิดการแข่งขันในการสอบเข้าศึกษาต่ออย่างสูงโรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่หลังปี พ.ศ. 2540 เกิดปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยใหม่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนตามมามากมาย จวบจนปัจจุบันประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยและหน่วยงานจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษารวมกันอยู่จำนวนมากเกือบ 200 แห่ง ในทางกลับกันเมื่อปี พ.ศ. 2513 รัฐบาลไทยมีการตั้งนโยบายวางแผนครอบครัว เพื่อลดอัตราการเกิดและอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศ นโยบายดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อจำนวนนักเรียนในระบบที่จะเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาลดลงอย่างรู้สึกได้เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา และค่อยๆ ส่งผลกระทบรุนแรงมากขึ้นจวบจนในปัจจุบัน จนหลายคนบอกว่าถึงยุคของการหดตัวของมหาวิทยาลัย (University downsizing) ในประเทศไทยแล้วในวันนี้

หลายคนอาจจะคิดว่ามหาวิทยาลัยจะหดตัวได้อย่างไร? น่าจะอธิบายได้ง่ายๆ ว่าหากไม่มีนักศึกษาเข้ามาศึกษาที่มหาวิทยาลัย พันธกิจในการผลิตบัณฑิตของมหาวิทยาลัยก็จะหายไป มหาวิทยาลัยนั้นก็คงต้องเริ่มต้นจากการปิดหรือควบรวมหลักสูตรที่ไม่มีนักศึกษาหรือมีจำนวนน้อยก่อน หากยังคงลดลงอีกก็จะต้องยุบ ควบรวม หรือปิดภาควิชา คณะ และมหาวิทยาลัยตามลำดับ นี่คือลำดับของการหดตัว แล้วจะส่งผลต่อบุคลากรในมหาวิทยาลัยอย่างไรไหม? สิ่งที่น่าจะกระทบมากที่สุดคือแง่งบประมาณ วิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก็คือเริ่มต้นจากการลดค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยให้ถึงที่สุดก่อนเช่นค่าสาธารณูปโภค เปิดแอร์ให้เป็นเวลา ปิดแอร์เมื่อเลิกใช้ ถ้าให้ดีวันไหนไม่มีสอนให้นั่งเตรียมการสอนที่บ้านยิ่งประหยัดใหญ่ ลดสวัสดิการ หากยังหนักอยู่ก็อาจต้องเลิกจ้างลูกจ้างชั่วคราว ลดการต่อสัญญาพนักงานมหาวิทยาลัย ตามลำดับ ส่วนข้าราชการก็จะทยอยเกษียณอายุราชการเองจนหมดไปเอง ต้องยอมรับว่ารัฐบาลที่ริเริ่มให้มีระบบการจ้างพนักงานมหาวิทยาลัยนั้นมองการณ์ไกลร่วม 30 ปี แถมเห็นภาพของการหดตัวของสถาบันอุดมศึกษาก่อนเป็นอย่างดี เพราะข้าราชการคนสุดท้ายในแต่ละมหาวิทยาลัยจะอยู่ที่ประมาณอีก 15 ปีข้างหน้า แม้หากว่าจะยังเหลืออยู่ก็คงนับจำนวนได้หลักสิบคนในแต่ละมหาวิทยาลัยและจะทยอยเกษียณจนหมดไปในอีก 20 ปีข้างหน้าในที่สุด ความหมายที่แฝงอยู่อีกนัยยะคือมหาวิทยาลัยของรัฐจะแปรเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับโดยอัตโนมัติ

แล้วเด็กไทยในอนาคตจะศึกษาต่อที่ไหน? เรื่องนี้ดูเหมือนว่าไม่น่ากังวลอะไรเลย เพราะคงจะเหลือมหาวิทยาลัยที่ปรับตัวได้ส่วนหนึ่งที่จะคงอยู่และยั่งยืนในที่สุดประมาณ 50 แห่ง ซึ่งเพียงพอต่อจำนวนตัวป้อนแบบพอดี และจากการรวมประชาคมอาเซียนและการเปิดเสรีทางการศึกษามากขึ้นเราจะเห็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกเริ่มเข้ามาจัดการศึกษาในภูมิภาคหรือแม้แต่ในประเทศไทยเองเพิ่มขึ้นอาจจะมาในรูปแบบของการร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยเป็นหลักสูตร 2 ปริญญา หรือการมาตั้งสาขาเลยก็เป็นไปได้ มองในแง่ดีคือคนไทยได้เรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในราคาที่ไม่แพงมากนัก เพราะสามารถนั่งเรียนไนประเทศไทยได้เลย

ตัวอย่างของปีการศึกษาก่อน สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยมีที่นั่งสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อประมาณหนึ่งแสนสามหมื่นกว่าที่นั่ง ในขณะที่มีจำนวนนักเรียนป้อนเข้าสู่ระบบมีเพียงแปดหมื่นคน นั่นหมายความว่าจะมีบางหลักสูตร บางภาควิชา บางคณะ บางมหาวิทยาลัยที่รับนักศึกษาแล้วไม่เต็มห้องเรียน นี่ยังไม่รวมที่นั่งในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนอีกเกือบห้าหมื่นที่นั่งที่ยังว่างอยู่ในเวลาเดียวกัน สงครามการชิงตัวผู้เรียนเริ่มชัดเจนในปีที่ผ่านมา ในขณะที่บางมหาวิทยาลัยที่แม้ว่าวิกฤติแต่ยังคงนิ่งเฉยอยู่ไม่รู้ด้วยสาเหตุใดเหมือนกัน ในปีนี้และปีต่อๆ ไปคงหนักขึ้นเรื่อยๆ อาจจะมีบางมหาวิทยาลัยที่ยังไม่ทันขยับก็อาจหดจนหายไปในพริบตาก็เป็นได้

การเข้าสู่สังคมหลาย Gen และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปัจจุบันประชากรที่อยู่ร่วมกันในทุกสังคมการทำงานแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ Baby Bloom, Gen X, Gen Y และ Gen Z ทำให้ความคิดของคนมีความหลากหลายมากขึ้น ส่งผลต่อมหาวิทยาลัยในแง่ของค่านิยม ที่คนรุ่นใหม่ๆ เริ่มมีทัศนคติต่อการศึกษาเปลี่ยนไป หลายคนเริ่มเห็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่พึ่งพิงการศึกษาในระบบ หันไปใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้น และอาศัยการศึกษาผ่านระบบออนไลน์เพื่อหาใบปริญญามาประดับตัวในภายหลัง

การเข้าสู่ยุคการศึกษา 4.0 ได้มีการจัดการศึกษาผ่านระบบออนไลน์ที่ดีขึ้น จนมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกเริ่มหันมาใช้กระบวนการศึกษาผ่านระบบออนไลน์มาทดแทนรูปแบบเดิม ทำให้ขอบเขตของการศึกษาข้ามประเทศหายไป คนยุคใหม่สามารถสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกโดยไม่ต้องเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยได้ เพียงแค่ทำการศึกษาผ่านระบบออนไลน์

ภัยคุกคามเหล่านี้ทำให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องทำการปรับตัวอย่างแรง เพื่อให้สามารถอยู่รอดต่อไปได้ในฐานะของสถานศึกษาที่มีพันธกิจหลักในการผลิตบัณฑิต อาจจะต้องคิดเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายที่จะจัดการศึกษา เช่น การจัดการศึกษาให้กลุ่มผู้สูงวัย การจัดการฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นถึงระยะปานกลาง หรือการเตรียมความพร้อมให้บุคลากรที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสถาบันการศึกษานั้นมีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมเป็นอย่างดี มิเช่นนั้นแล้ว หลักสูตรต่างๆ ก็จะมีแต่ที่นั่งอันว่างเปล่า สุดท้ายมาตรการการแก้ปัญหาจะกลายมาเป็นการรับมือกับการหดตัวของมหาวิทยาลัยแทน ซึ่งย่อมไม่ส่งผลดีต่อบุคลากรภายในแน่นอน เพราะสุ่มเสี่ยงที่จะต้องหางานใหม่ทำ!

ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์  ครูช่าง @เทคนิคกรุงเทพฯ
16 กุมภาพันธ์ 61
วันสุดท้ายของการทำหน้าที่ผู้บริหาร

เว็บเล่าเรื่อง…อาจารย์ปราโมทย์…

ผมเองรับราชการมาปีนี้ 32 ปีกว่าแล้ว (12​ มิถุนายน 2535 – ปัจจุบัน) ก็นับว่านานพอสมควรได้ทำหน้าที่ก็นับว่าหลากหลายทั้งๆ ที่ตอนแรกก็กะว่าจะมาเป็นอาจารย์อย่างเดียว สุดท้ายไม่รู้อะไรมาลิขิตชีวิตตั้งแต่เป็นอาจารย์สอนหนังสือจนเป็นผู้บริหารระดับคณบดี แต่ปัจจุบันก็หมดวาระการบริหารกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือธรรมดาเหมือนเดิม ตอนนี้พอมีเวลาว่างเลยตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องประสบการณ์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นทำงานในพื้นที่เทคนิคกรุงเทพฯ (ครูช่างที่เทคนิคกรุงเทพฯ​ 2535​ -​ 2548) จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ​ (ก็กลายมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย​ 2548​ -​ ปัจจุบัน)​ อาจจะมีทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับรู้อย่างไรก็ตามข้อเขียนต่างๆ เป็นเพียงมุมมองผ่านตัวผมเอง ซึ่งผมก็ตั้งใจเขียนถ่ายทอดออกมาเป็นกลางให้มากที่สุด หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยและสามารถติติงกันได้ (สำหรับมุมมองก็จะเขียนไว้ในหน้าเพจนี้ไล่อ่านต่อกันได้แต่นับวันจะยาวขึ้น ส่วนบันทึกความทรงจำเป็นเรื่องๆ จะรวบรวมไว้ในเมนู (MENU) ด้านบนให้เลือกอ่านได้)

อาจารย์ปราโมทย์

ประวัติส่วนตัวผมที่จะถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าผ่านประสบการณ์​ แต่อาจจะมีบันทึกชีวิตส่วนตัวบางส่วนในส่วนของชีวิตเด็กบ้านนอกลูกเกษตรกรสวนผักครั้งเริ่มชีวิตวัยที่​ อ.พนัสนิคม​ จ.ชลบุรี​ (2511​ -​ 2527)

ประวัติการฝึกอบรม

(1) หลักสูตร Avionics Technology, Oklahoma State University/Okmulgee, Oklahoma, USA, April – December 1993

(2) หลักสูตร Theory and Maintenance of Tec Line, S-TEC Corporation, Texas, USA, February 1996

(3) หลักสูตร Telecommunications Technology, The Northern Alberta Institute of Technology, Alberta, Canada, September – December 1996

(4) หลักสูตร The 8th Group Training Course in Advanced Telecommunications Technology, DTEC, JICA and KMITL, Bangkok, Thailand, 2000

(5) หลักสูตร Internal Auditor ISO 9000:2000, Management System Certification Institute (Thailand), Bangkok, Thailand, 2003

(6) หลักสูตรนักบริหารมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนและช่วยวิชาการ (นบก.) รุ่นที่ 13 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พ.ศ. 2552

(7) หลักสูตร Avionic Maintenance Training Simulator – Training จัดโดย Aero-Bildungs GmbH 12 March 2018 – 23 March 2018, RMUTK

(8) หลักสูตร ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสหกิจศึกษา “คณาจารย์นิเทศสหกิจศึกษา” รุ่นที่ 10 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

(9) หลักสูตร The A320 General Familization and Basic Maintenance Course with A320 Fix Base Simulator จัดโดย International Aviation College Nakhon Phanom University and Total Aviation Consultancy Co., Ltd., 20 December 2018 – 25 January 2019

ประวัติการทำงาน

(1) ตำแหน่ง อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ปี พ.ศ. 2548 ถึง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(2) คณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2567 ถึง ปัจจุบัน

(3) ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนวัดราชสิงขร พ.ศ. 2566 ถึง ปัจจุบัน

(4) คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญรายอุตสาหกรรมอากาศยาน พระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560

(5) ตำแหน่ง Accountable Manager in EASA Part 147 โครงการสถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มกราคม 2559 – กันยายน 2561

(6) ตำแหน่ง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ถึง 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

(7) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ถึง 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(8) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการคลินิกเทคโนโลยี ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(9) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(10) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ปี พ.ศ. 2549 ถึง ปี พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(11) ตำแหน่ง ผู้รับผิดชอบพลังงานในอาคาร ผชอ. 1088 ประจำอาคารในพื้นที่เทคนิคกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2544 ถึง ปัจจุบัน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ) กระทรวงพลังงาน

(12) ตำแหน่ง ผู้ดูแลหลักสูตรอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน ปี พ.ศ. 2536 ถึง ปี พ.ศ. 2542 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ

(13) ตำแหน่ง อาจารย์ประจำแผนกอิเล็กทรอนิกส์ ปี พ.ศ. 2535 ถึง ปี พ.ศ. 2548 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ

เคยดำรงตำแหน่ง นายก/ประธาน/กรรมการ/อื่นๆ

(1) อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าเทคนิคกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2556 ถึง ปัจจุบัน

(2) ตำแหน่ง กรรมการสภามหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2553 ถึง ปี พ.ศ. 2561 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(3) ตำแหน่ง กรรมการสภาวิชาการ ปี พ.ศ. 2553 ถึง ปี พ.ศ. 2561 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(4) ตำแหน่ง อนุกรรมการเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาภาคกลางตอนล่าง ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

(5) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(6) ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาและจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ปี พ.ศ. 2554 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

(7) ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Smart Card ไปใช้ในงานโทรคมนาคม และเกมส์ออนไลน์ ปี พ.ศ. 2552 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

(8) ตำแหน่ง กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี ปี พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(9) ตำแหน่ง กรรมการประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2552 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(10) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(11) ตำแหน่ง ผู้ช่วยบรรณาธิการ วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(12) ตำแหน่ง ผู้รับผิดชอบพลังงานในอาคาร รหัส ผชอ. 1088 ปี พ.ศ. 2544 ถึง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(13) ตำแหน่ง กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2549 (ได้รับคะแนนเลือกตั้ง อันดับ 1 จากการเลือกตั้งในสมัยนั้น) สหกรณ์ออมทรัพย์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ

จากการทำหน้าที่ต่างๆ ที่ผ่านมาล้วนสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจและมีการเดินทางในการทำงาน ซึ่งระหว่างการเดินทางมีสิ่งต่างๆ ให้เก็บเกี่ยวมาเล่าให้ฟังกัน

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น