พิเศษ

เว็บเล่าเรื่อง…อาจารย์ปราโมทย์…

ผมเองรับราชการมาปีนี้ 32 ปีกว่าแล้ว (12​ มิถุนายน 2535 – ปัจจุบัน) ก็นับว่านานพอสมควรได้ทำหน้าที่ก็นับว่าหลากหลายทั้งๆ ที่ตอนแรกก็กะว่าจะมาเป็นอาจารย์อย่างเดียว สุดท้ายไม่รู้อะไรมาลิขิตชีวิตตั้งแต่เป็นอาจารย์สอนหนังสือจนเป็นผู้บริหารระดับคณบดี แต่ปัจจุบันก็หมดวาระการบริหารกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือธรรมดาเหมือนเดิม ตอนนี้พอมีเวลาว่างเลยตั้งใจจะเขียนเล่าเรื่องประสบการณ์ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นทำงานในพื้นที่เทคนิคกรุงเทพฯ (ครูช่างที่เทคนิคกรุงเทพฯ​ 2535​ -​ 2548) จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ​ (ก็กลายมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย​ 2548​ -​ ปัจจุบัน)​ อาจจะมีทั้งเรื่องเก่าและเรื่องใหม่ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับรู้อย่างไรก็ตามข้อเขียนต่างๆ เป็นเพียงมุมมองผ่านตัวผมเอง ซึ่งผมก็ตั้งใจเขียนถ่ายทอดออกมาเป็นกลางให้มากที่สุด หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยและสามารถติติงกันได้ (สำหรับมุมมองก็จะเขียนไว้ในหน้าเพจนี้ไล่อ่านต่อกันได้แต่นับวันจะยาวขึ้น ส่วนบันทึกความทรงจำเป็นเรื่องๆ จะรวบรวมไว้ในเมนู (MENU) ด้านบนให้เลือกอ่านได้)

อาจารย์ปราโมทย์

ประวัติส่วนตัวผมที่จะถ่ายทอดเป็นเรื่องเล่าผ่านประสบการณ์​ แต่อาจจะมีบันทึกชีวิตส่วนตัวบางส่วนในส่วนของชีวิตเด็กบ้านนอกลูกเกษตรกรสวนผักครั้งเริ่มชีวิตวัยที่​ อ.พนัสนิคม​ จ.ชลบุรี​ (2511​ -​ 2527)

ประวัติการฝึกอบรม

(1) หลักสูตร Avionics Technology, Oklahoma State University/Okmulgee, Oklahoma, USA, April – December 1993

(2) หลักสูตร Theory and Maintenance of Tec Line, S-TEC Corporation, Texas, USA, February 1996

(3) หลักสูตร Telecommunications Technology, The Northern Alberta Institute of Technology, Alberta, Canada, September – December 1996

(4) หลักสูตร The 8th Group Training Course in Advanced Telecommunications Technology, DTEC, JICA and KMITL, Bangkok, Thailand, 2000

(5) หลักสูตร Internal Auditor ISO 9000:2000, Management System Certification Institute (Thailand), Bangkok, Thailand, 2003

(6) หลักสูตรนักบริหารมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนและช่วยวิชาการ (นบก.) รุ่นที่ 13 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พ.ศ. 2552

(7) หลักสูตร Avionic Maintenance Training Simulator – Training จัดโดย Aero-Bildungs GmbH 12 March 2018 – 23 March 2018, RMUTK

(8) หลักสูตร ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสหกิจศึกษา “คณาจารย์นิเทศสหกิจศึกษา” รุ่นที่ 10 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ระหว่างวันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

(9) หลักสูตร The A320 General Familization and Basic Maintenance Course with A320 Fix Base Simulator จัดโดย International Aviation College Nakhon Phanom University and Total Aviation Consultancy Co., Ltd., 20 December 2018 – 25 January 2019

ประวัติการทำงาน

(1) ตำแหน่ง อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ปี พ.ศ. 2548 ถึง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(2) คณะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาเขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2567 ถึง ปัจจุบัน

(3) ประธานคณะกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนวัดราชสิงขร พ.ศ. 2566 ถึง ปัจจุบัน

(4) คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญรายอุตสาหกรรมอากาศยาน พระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. 2560

(5) ตำแหน่ง Accountable Manager in EASA Part 147 โครงการสถาบันการบินแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มกราคม 2559 – กันยายน 2561

(6) ตำแหน่ง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ถึง 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

(7) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ถึง 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(8) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการคลินิกเทคโนโลยี ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(9) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(10) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ปี พ.ศ. 2549 ถึง ปี พ.ศ. 2553 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(11) ตำแหน่ง ผู้รับผิดชอบพลังงานในอาคาร ผชอ. 1088 ประจำอาคารในพื้นที่เทคนิคกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2544 ถึง ปัจจุบัน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ) กระทรวงพลังงาน

(12) ตำแหน่ง ผู้ดูแลหลักสูตรอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน ปี พ.ศ. 2536 ถึง ปี พ.ศ. 2542 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ

(13) ตำแหน่ง อาจารย์ประจำแผนกอิเล็กทรอนิกส์ ปี พ.ศ. 2535 ถึง ปี พ.ศ. 2548 สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯ

เคยดำรงตำแหน่ง นายก/ประธาน/กรรมการ/อื่นๆ

(1) อุปนายกสมาคมศิษย์เก่าเทคนิคกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2556 ถึง ปัจจุบัน

(2) ตำแหน่ง กรรมการสภามหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2553 ถึง ปี พ.ศ. 2561 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(3) ตำแหน่ง กรรมการสภาวิชาการ ปี พ.ศ. 2553 ถึง ปี พ.ศ. 2561 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(4) ตำแหน่ง อนุกรรมการเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษาภาคกลางตอนล่าง ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

(5) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(6) ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาและจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ปี พ.ศ. 2554 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)

(7) ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการจ้างที่ปรึกษาเพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Smart Card ไปใช้ในงานโทรคมนาคม และเกมส์ออนไลน์ ปี พ.ศ. 2552 กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย

(8) ตำแหน่ง กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี ปี พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(9) ตำแหน่ง กรรมการประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ปี พ.ศ. 2550 ถึง พ.ศ. 2552 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(10) ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ (NEC) ปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(11) ตำแหน่ง ผู้ช่วยบรรณาธิการ วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ปี พ.ศ. 2549 ถึง พ.ศ. 2557 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(12) ตำแหน่ง ผู้รับผิดชอบพลังงานในอาคาร รหัส ผชอ. 1088 ปี พ.ศ. 2544 ถึง ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ

(13) ตำแหน่ง กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ ปี พ.ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2549 (ได้รับคะแนนเลือกตั้ง อันดับ 1 จากการเลือกตั้งในสมัยนั้น) สหกรณ์ออมทรัพย์ วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ

จากการทำหน้าที่ต่างๆ ที่ผ่านมาล้วนสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจและมีการเดินทางในการทำงาน ซึ่งระหว่างการเดินทางมีสิ่งต่างๆ ให้เก็บเกี่ยวมาเล่าให้ฟังกัน

ทำไมต้องเป็นวันที่ 9 กันยายน?

งานบุญวันที่ 9 เดือน 9 เกิดขึ้นมาก่อนสโลแกนขายสินค้าทุกงานแน่นอน สมัยที่ผมเรียนหนังสือวันที่ 9 เดือน 9 เคยเป็นวันเปิดตัวแฟลตปลาทองที่คนยุคนั้นจดจำกันได้ดีเพราะออกโฆษณาทีวีบ่อยมาก ปัจจุบันวันนี้กลายเป็นวันโปรโมชั่นของกลุ่มผู้ขายสินค้าออนไลน์เกือบทุกเจ้า

งานบุญวันที่ 9 กันยายน ถือเป็นงานทำบุญของแผนกวิชาช่างอีเล็คโทรนิคส์ เทคนิคกรุงเทพฯ มายาวนาน สืบเนื่องมาจากในอดีตเมื่อครั้งมีการก่อตั้งวิทยาลัยเทคนิคขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2495 โดยวิทยาลัยเทคนิคเริ่มเปิดสอนครั้งแรกในวันที่ 5 มิถุนายน 2495 แต่ตอนนั้นในท้องทุ่งมหาเมฆที่เป็นสถานที่ตั้งวิทยาลัยเทคนิคยังคงเป็นทุ่งโล่ง บ้างก็บอกว่าดินแดนแห่งนี้เคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อน แผนกวิชาที่เปิดสอนในวันเริ่มต้นจึงมีการไปฝากสอนในสถานศึกษาระดับ ปวช. ที่มีอยู่เดิมก่อน และในวันที่ 14 กรกฎาคม 2495 จึงเริ่มมีการวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอาคารหมายเลข 1 ขึ้นที่นี่ (ในเวลาต่อมาเมื่อมีการสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมภายหลังอาคารหมายเลข 1 จึงกลายเป็นตึกอำนวยการไป) จวบจนวันที่ 14 กรกฎาคม ปีรุ่งขึ้นได้มีพิธีเปิดวิทยาลัยเทคนิคอย่างเป็นทางการ พร้อมกันในปีนั้นกลุ่มนักศึกษาที่เคยฝากสอนไว้ที่อื่นก็ถึงเวลากลับเข้ามาเรียนที่ท้องทุ่งมหาเมฆแห่งนี้ (ศิษย์เก่าเลยรำลึกถึงวันที่ 14 กรกฎาคม ของทุกปีว่าเป็นวันคล้ายวันสถาปนา)

แผนกวิชาหนึ่งที่เริ่มเปิดพร้อมกับการเปิดสอนของวิทยาลัยเทคนิคคือแผนกวิชาช่างวิทยุ โดยมี อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ เป็นผู้ริเริ่ม และเป็นหัวหน้าแผนกคนแรก นักศึกษารุ่นแรกของแผนกวิชาช่างวิทยุถูกฝากสอนไว้ที่ช่างกลปทุมวัน ก่อนจะย้ายมาเรียนที่ทุ่งมหาเมฆในเวลาต่อมา

อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2450 ที่ตำบลศาลเจ้าพ่อเสือ จังหวัดพระนคร เป็นบุตรของ นายหยง หงษ์พร้อมญาติ และ นางเพิ่ม หงษ์พร้อมญาติ ภรรยาชื่อ นางสุรางค์ หงษ์พร้อมญาติ

อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ เข้ารับการศึกษาที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและโรงเรียนบพิตรพิมุข จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2466 ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2467 ได้เข้าศึกษาต่อในคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ใน ปี พ.ศ. 2470 อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ ได้ทุนไปศึกษาเพิ่มเติมที่ประเทศเยอรมันนีเป็นเวลา 4 ปี สำเร็จการศึกษา กลับมาทำงานกับบริษัท บี กริม จำกัด อยู่เป็นเวลา 4 ปี แล้วลาออกไปทำงานส่วนตัว จนกระทั่ง ปี พ.ศ.  2480 ได้เข้าทำงานที่โรงงานน้ำตาลไทยลำปางในตำแหน่งหัวหน้าช่างไฟฟ้า จนถึง ปี พ.ศ. 2484

อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ ได้เข้ารับราชการเป็นครูของโรงเรียนช่างกลปทุมวันเมื่อ ปี พ.ศ. 2484 สอนวิชาช่างวิทยุ ช่างไฟฟ้า และเป็นที่ปรึกษางานฝ่ายการช่างทั่วไปของโรงเรียนช่างกลปทุมวันด้วย

ในปี พ.ศ. 2493 อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ ได้รับเกียรติแต่งตั้งเป็นกรรมการโรงงานกระดาษของกระทรวงอุตสาหกรรมและในปีนั้นเองได้ร่วมจัดตั้งสถานีวิทยุของกรมการรักษาดินแดน ภายในโรงเรียนช่างกลปทุมวันด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2494 เมื่อกระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งโครงการวิทยาลัยเทคนิคขึ้น อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ ได้รับมอบหมายจากกรมอาชีวศึกษา เป็นผู้รับผิดชอบโครงการเกี่ยวกับการวางโครงการจัดทำหลักสูตรการจัดเตรียมอุปกรณ์เครื่องจักรเครื่องมือสำหรับใช้ในการสอนร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของยูซ่อม (USOM (United StatesOperation Misson) คณะกรรมการบริหารวิเทศกิจแห่งสหรัฐอเมริกา) จากนั้น อาจารย์สวัสดิ์หงษ์พร้อมญาติ ได้ย้ายสังกัดจากโรงเรียนช่างกลปทุมวัน เข้ามาประจำที่กรมอาชีวศึกษาและเมื่อการก่อสร้างวิทยาลัยเทคนิคสำเร็จเริ่มเปิดการเรียนการสอนได้ กรมอาชีวศึกษาได้แต่งตั้งให้ อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ เป็นหัวหน้าแผนกช่างวิทยุของวิทยาลัยเทคนิคมาตั้งแต่เริ่มแรก

อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ เป็นผู้ที่ได้รับการมอบหมายให้ช่วยดำเนินงานจัดตั้งสถานีวิทยุศึกษาตั้งแต่เริ่มแรกซึ่งได้เปิดทำการส่งกระจายเสียงที่วิทยาลัยเทคนิค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ต่อมาวิทยาลัยเทคนิค ได้แบ่งงานในหน้าที่ต่างๆ ของวิทยุศึกษา ให้อยู่ในความควบคุมของ คณะกรรมการฝ่ายช่างซึ่งก็มีอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ รวมอยู่ด้วยตลอดมา

อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ ถึงแก่กรรมอย่างสงบด้วยโรคหัวใจวาย ในขณะที่ดูโทรทัศน์ที่ท่านทำกับมือของท่านเองเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มมีโทรทัศน์ใหม่ๆ เมื่อเวลา 02.00 น. ของคืนวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ณ ห้องพักในบริเวณวิทยาลัยเทคนิค กรุงเทพฯ

ห้วงเวลา 71 ปี จากแผนกวิชาช่างวิทยุ สู่ สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม มีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรครั้งใหญ่หลายรอบ นำไปสู่การเปลี่ยนชื่อแผนกชื่อสาขาตามบริบทที่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสเทคโนโลยี ผลิตบุคลากรออกไปสู่สังคมมากกว่าหมื่นคน ซึ่งทุกคนล้วนแล้วมาจากรากเหง้าเดียวกัน เป็นเวลาเนิ่นนานที่คณาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ร่วมกันจัดงานทำบุญในวันที่ 9 กันยายน ของทุกปี (เป็นวันที่ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของท่านอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ) เพื่อระลึกถึงคุณความดีของท่านที่ได้สร้างช่างฝีมือด้านอิเล็กทรอนิกส์ออกไปรับใช้สังคม โดยในงานแต่ละปีจะเป็นการทำบุญเลี้ยงพระแบบเรียบง่าย อุทิศส่วนกุศลให้แด่อาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ และอาจารย์เก่าๆ ของแผนกที่ล่วงลับ เพราะทุกท่านล้วนเป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างแผนกวิชาหรือสาขาวิชาที่เรียกกันตอนนี้ให้สืบมาจวบจนปัจจุบัน

ประวัติ อ.สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ คัดมาจาก http://www.eemuang-kaow.com/aboutus8.html

คติธรรม ที่ศิษย์เก่ายุคที่เคยร่ำเรียนกับอาจารย์สวัสดิ์ หงษ์พร้อมญาติ จดจำกันได้ดีบทหนึ่งคือคำสอนที่ว่า
“คนดีย่อมมั่นในศีลห้า
ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์สุขแก่ตนเองและส่วนรวม
เว้นสิ่งที่ให้ทุกข์แก่ตนเองและคนอื่น
ความขยันและความรอบคอบ คือ ความก้าวหน้า
ความประมาทคือความตายและความถอยหลัง
จงจำไว้ว่าตัวเรามีความสำคัญน้อยกว่า แต่ชาติมีความสำคัญกว่า”

18 ปี ราชมงคลกรุงเทพ

วันที่ 18 มกราคม 2566 นี้เป็นวันครบรอบ 18 ปีวันคล้ายวันสถาปนาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ทั้ง 9 แห่ง เพราะวันที่ถือกำเนิดของ 9 มทร. คือวันที่ 18 มกราคม 2548 สำหรับปีนี้เด็กที่เกิดในวันที่ 18 มกราคม 2548 ก็จะอายุ 18 ปีเท่ากับอายุของ 9 มทร. และเด็กๆ กลุ่มนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษา ไม่รู้ว่าจะมี มทร. ไหนคิดจะให้ทุนเด็กที่เกิดตรงกับวันสถาปนาเรียนฟรีบ้างไหมเพราะพ้นวัยนี้แล้วก็จะไม่มีตัวเลข 18 ปีที่ตรงกันสำหรับอายุนักศึกษากับอายุมหาวิทยาลัยอีกแล้ว

เมื่อวันก่อนเพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียน ปวส. ที่เทคนิคกรุงเทพฯ โทรศัพท์มาคุยธุระงาน ทั้งนี้ได้มีบางช่วงที่พูดคุยเกี่ยวกับจำนวนนักศึกษาปัจจุบัน เพื่อนผมไม่เชื่อคำตอบผมที่บอกว่าจำนวนนักศึกษาปัจจุบันลดน้อยลงกว่าสมัยที่เปิดสอนเพียงระดับ ปวส. สมัยก่อนเสียอีก ทั้งๆ ที่ระดับ ปวส. ในอดีตใช้เวลาเรียนเพียง 2 ปี (ส่วนใหญ่นักศึกษาสำเร็จการศึกษาตามเกณฑ์) ในขณะที่ระดับปริญญาตรีใช้เวลาเรียนถึง 4 ปี (ส่วนใหญ่นักศึกษาจบช้ากว่าเกณฑ์กำหนด) แต่จำนวนนักศึกษาปัจจุบันในเทคนิคกรุงเทพฯ กลับมีน้อยกว่าในยุคที่ผมเรียน (ในความทรงจำของเพื่อนผมยังคงภาคภูมิใจกับการสอบผ่านเข้าศึกษาต่อระดับ ปวส. ในอัตราการแข่งขัน 1 ต่อ 16 ในช่วงเวลานั้น ที่ใครก็ตามมายืนดูประกาศผลการสอบคัดเลือกแล้วเห็นชื่อตัวเองบนกระดานประกาศผล จะดีใจมาก แต่นั่นคือ พ.ศ. 2530) คำถามจากเพื่อนเมื่อวันก่อนข้อหนึ่งได้ถามผมว่า “เราคิดผิดใช่ไหมที่หันมาเปิดสอนระดับปริญญาตรี?” ซึ่งผมเลี่ยงไม่ได้ตอบคำถามข้อนี้ของเพื่อนมากนักบอกเพียงว่ามันผ่านมานานเกินไปจะตอบคำถามนั้นแล้วครับ

หลังจากวางหูการสนทนากับเพื่อนผมเลยนึกขึ้นมาได้ว่าในวันที่ 18 มกราคมที่ใกล้จะถึงนี้ จะครบรอบ 18 ปีวันคล้ายวันสถาปนาแล้วที่เทคนิคกรุงเทพฯ เปลี่ยนมาเป็นมหาวิทยาลัย “จากวิทยาลัยเทคนิคแห่งแรกของประเทศไทย (2495) สู่ ราชมงคลกรุงเทพ (2548)”

นั่นหมายความว่าเทคนิคกรุงเทพฯ เองมีสถานะเป็นวิทยาลัยหรือวิทยาเขตเพียง 52 ปีเศษ ถึงแม้นว่าปัจจุบันยังคงมีกลุ่มศิษย์เก่าจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ 70 ปี หรือ 71 ปีที่จะเวียนมาถึงในปีนี้ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงความเป็นวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ เป็นเพียงอดีตไปแล้วทั้งสถานะและรูปแบบการจัดการศึกษา ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่มีการผนวกรวมกับอีก 2 วิทยาเขตของสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเดิม

การถือกำเนิดของมหาวิทยาลัยในห้วงเวลาเดียวกันนั้น (พ.ศ. 2547 – 2548 ยุคมหาวิทยาลัยใหม่เฟื่องฟู) เกิดจากเหตุผลที่จำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในเวลานั้นไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ที่ต้องการศึกษาต่อ ซึ่งในห้วงเวลานั้นมีการถือกำเนิดของมหาวิทยาลัยใหม่ๆ เกินครึ่งร้อย ทำให้จำนวนที่นั่งเรียนเพิ่มขึ้นมหาศาล จนผู้เรียนหลังจากช่วงเวลานั้นไม่ต้องกังวลเรื่องการศึกษาต่อเลยเพราะว่าจะมีที่เรียนแน่นอนเพียงแต่ว่าจะเป็นที่ไหน ยกเว้นแต่ที่ที่มีการแข่งขันกันสูงก็จะเข้ายากหน่อย

หากย้อนไปดูจำนวนประชากรไทยโดยเน้นดูเฉพาะตัวเลขเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปีเพราะเด็กเหล่านี้จะเป็นตัวป้อนให้กับสถานศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา ตลอดจนระดับอุดมศึกษา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยที่มีมากกว่า 1 ล้านคนปีสุดท้ายคือปี พ.ศ. 2526 (สี่สิบปีก่อน) หลังจากปีนั้นเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยยังไม่เคยมีปีไหนเกิน 1 ล้านคนอีกเลย ในทางตรงกันข้ามยังค่อยๆ ลดลงเป็นเด็กเกิดใหม่ระหว่างเก้าแสนคนและแปดแสนคนต่อปี (2527 – 2541) เหลือระหว่างแปดแสนคนและเจ็ดแสนคนต่อปี (2542 – 2557) หลังจากนั้นลดลงมาอย่างรวดเร็วเหลือหกแสนคนต่อปี (2558 – 2562) โดยในปี พ.ศ. 2562 เป็นปีที่จำนวนประชากรไทยมีค่าสูงสุดที่ 66, 558,935 คน จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงเหลือห้าแสนคนต่อปี (2563 – 2565) โดยในปี พ.ศ. 2565 จำนวนเด็กเกิดใหม่มีเพียง 502,107 คน หากดูจากแนวโน้มแล้วคาดว่าปีหน้าจำนวนเด็กเกิดใหม่น่าจะลงไปที่หลักสี่แสนกว่าคน สืบเนื่องจากปัจจัยทางสังคมและเศรษฐกิจ ผนวกกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ในการมีลูก

ย้อนกลับมามองในปี พ.ศ. 2548 ปีที่ถือกำเนิดของราชมงคลกรุงเทพ หากเรานับการรับผู้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีมีอายุเฉลี่ย 18 ปี เด็กที่เข้ามาเรียนต่อในปี พ.ศ. 2548 (ปีสถาปนามหาวิทยาลัย) ก็คือผู้ที่เกิดในปี พ.ศ. 2530 ซึ่งในปีนั้นมีเด็กเกิดใหม่จำนวน 884,043 คน ทั้งนี้การเปลี่ยนสถานะมาเป็นมหาวิทยาลัยในช่วงแรก แผนการรับนักศึกษานับว่ายังไม่มากนักเพราะต้องมีการปรับตัวจากสถานศึกษาเดิมที่เคยสอนในระดับอาชีวศึกษามายาวนานกว่าห้าสิบปี พอเปลี่ยนมาสอนในระดับปริญญาเลยต้องแต่งเนื้อแต่งตัวกันนานพอสมควร ปีนั้นจำนวนนักศึกษาใหม่ที่รับเข้าศึกษาต่อยังคงมีอัตราการแข่งขันที่น่าพึงพอใจ หลังจากนั้นแผนรับนักศึกษาก็เพิ่มจำนวนขึ้นในแต่ละปีเรื่อยๆ ซึ่งนับว่ายังโชคดีที่นักศึกษาใหม่ในปีถัดๆ มาคือเด็กที่เกิดในช่วงหลังปี 2530 มีอัตราการเกิดที่เพิ่มขึ้น จนเพิ่มสูงสุดอีกครั้งในปี 2539 ในปีนั้นมีเด็กเกิดใหม่ 994,118 คน (เกือบหนึ่งล้านคนเลยทีเดียว)

จะเห็นได้ว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2539 สอดคล้องกับจำนวนนักศึกษาที่ราชมงคลกรุงเทพรับได้สูงสุดคือในปีการศึกษา 2557 (เด็กที่เกิดปี 2539 อายุ 18 ปีเข้ามาศึกษาต่อพอดิบพอดี) ที่ยังคงสามารถรับนักศึกษาได้เกินแผนแบบมีอัตราการแข่งขันให้ได้สอบคัดเลือกอยู่บ้าง ซึ่งหลังปีการศึกษา 2557 จำนวนเด็กลดลงอย่างเห็นได้ชัด หากย้อนมอง 18 ปีก่อนหน้าคือปี พ.ศ. 2540 ปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง เด็กเกิดใหม่ในปีนั้นมีเพียง 897,604 คน ลดลงมาเกือบหนึ่งแสนคนในปีเดียว แต่หากเทียบตัวเลขเด็กเกิดใหม่ที่เข้ามาศึกษาต่อกับปีสถาปนามหาวิทยาลัยในปี 2548 (พ.ศ. 2530) นับว่ายังมีจำนวนที่สูงกว่า แต่ด้วยกลุ่มมหาวิทยาลัยที่เกิดขึ้นใหม่มีแผนรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นมหาศาลในห้วง 10 ปี ทำให้อัตราการแข่งขันของผู้เข้าศึกษาต่อลดลงมาก ผนวกกับปัจจัยใหม่ที่วงการเรียกกันว่า Disruptive Technology หรือดิสรัปชั่นที่มักมีการอ้างถึงบ่อยๆ

ในปีการศึกษา 2558 (ปีครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา 10 ปีสู่เส้นทางมหาวิทยาลัยของราชมงคลกรุงเทพ) น่าจะเป็นปีสุดท้ายที่ราชมงคลกรุงเทพมีการจัดสอบข้อเขียนเพื่อคัดเลือกผู้ศึกษาต่อ เพราะหลังจากนั้นจำนวนผู้สมัครเข้าศึกษาต่อลดจำนวนลงจนไม่จำเป็นต้องทำการสอบข้อเขียนในการแข่งขันอีกเลย มีเพียงการสอบสัมภาษณ์พร้อมพิจารณาคุณสมบัติตามการประกาศรับสมัครเท่านั้น ปีครบรอบ 10 ปีมหาวิทยาลัยในปีนั้นเป็นปีที่มหาวิทยาลัยมีจำนวนนักศึกษาสะสมในระบบมากที่สุดกว่า 12,000 คน จำนวนบัณฑิตเข้ารับปริญญาเคยสูงสุดที่ประมาณ 3,000 กว่าคนต่อปี

ปีนี้เป็นปีครบรอบ 18 ปี ราชมงคลกรุงเทพ หากเทียบดูจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2548 จำนวน 809,485 คน ที่กำลังจะเข้ามาศึกษาต่อในปีการศึกษา 2566 ก็นับว่าไม่น้อยนักหากเทียบกับปีเริ่มต้นสถาปนา ทว่าความรู้สึกว่านักศึกษาที่มาสมัครเรียนลดน้อยลงจนถึงกับต้องเฝ้ารอคอย ทั้งนี้เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมที่หลากหลายและผันผวน อาทิเช่น ค่านิยมปริญญาลดลง คนเข้าสู่อุดมศึกษาลดลง เด็กต่างจังหวัดเลือกเรียนในภูมิภาคมากกว่ามุ่งเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เป็นต้น อีก 18 ปีข้างหน้าในวันที่ราชมงคลกรุงเทพ ครบรอบ 36 ปี จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่จะเข้าสู่อุดมศึกษาจะมีเพียง 5 แสนคน ปีนั้นเราคงต้องปรับตัวพึ่งพาตัวป้อนจากประเทศเพื่อนบ้าน จากประเทศจีน หรือจากประเทศอินเดียที่ปีหน้าจะมีจำนวนประชากรแซงประเทศจีน หรือจากหลักสูตรที่ไม่ใช่แบบเดิมมากขึ้น

ผมเขียนบันทึกนี้จากคำถามของเพื่อนเมื่อวันก่อนแต่คงตอบคำถามเพื่อนผมได้ไม่หมดทีเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นอีกมากมายที่บอกไม่ได้ในพัฒนาการของ “ราชมงคลกรุงเทพ” ถ้าดูจากกราฟจำนวนเด็กเกิดใหม่หากไม่มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องเรายังสามารถอยู่อย่างสบายๆ ได้อีกประมาณ 7 ปี (หากพอใจความเป็นอยู่แบบปัจจุบันนี้) ก่อนที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดจำนวนลงเป็นกราฟลาดชันในปี 2555 อย่างน่ากลัวซึ่งเด็กรุ่นนั้นจะเข้าสู่อุดมศึกษาในปีการศึกษา 2573 โน่น นับว่ามรสุมตอนนี้กำลังพาดผ่านระดับอนุบาลและประถมศึกษาอยู่ อีก 7 ปีข้างหน้ามรสุมลูกนี้จึงจะเข้ามาสู่ระดับอุดมศึกษา Safe zone จากมรสุมลูกนี้จะอยู่พิกัดไหนต้องคอยชมกัน (วิกฤตอาจจะไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้) และสุดท้ายผมก็ช่วยอะไรเพื่อนที่มาขอให้ช่วยแนะนำแหล่งสอบเทียบมาตรฐานอุตสาหกรรมไม่ได้

https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2605361

ปม อนันต์ (ห่างหายไปนานเป็นแรมปี กลับมาเขียน Blog ในวันที่มีข่าวจรรยาบรรณ/จริยธรรมอาจารย์ที่เกี่ยวข้องการช้อปปิ้งงานวิจัย)

วันพุธที่ 18 มกราคม 2566 วันคล้ายวันสถาปนา 18 ปี มทร.

การศึกษาไทยยุค New Normal คงมาถึงในเร็ววันนี้

วันนี้เป็นวันแรก (20 กันยายน 2564) ที่ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนให้เก็บเด็กอายุระหว่าง 10-18 ปี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยที่กำหลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา โดยการฉีดในวันนี้นับว่าเป็นการฉีดให้กับเด็กปกติที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงแต่เป็นไปตามความสมัครใจ วัคซีนที่ใช้เป็นของจีนที่ยังไม่ได้รับการรับรองจากทาง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศไทย ในวันที่เริ่มการฉีดให้กับเด็กกลุ่มนี้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนในวันนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยไป แต่ก็มีเด็กไปฉีดกันเยอะพอสมควร อีกทางหนึ่งรัฐบาลก็กำลังเตรียมฉีดวัคซีนให้กับเด็กปกติอายุ 12-18 ปี ด้วยวัคซีนที่ผ่านการรับรองจาก อย. ให้ทำการฉีดเด็กกลุ่มนี้ได้ แต่น่าจะเริ่มต้นในเดือนหน้า (ตุลาคม 2564) สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความหวังในการกลับคืนสู่ห้องเรียนอีกครั้งหลังจากเด็กๆ ทำการเรียนออนไลน์อยู่บ้านนานนับปี

หากทุกอย่างเป็นไปตามกำหนดเวลาคาดว่าเดือนพฤศจิกายน 2564 เด็กๆ จะได้กลับเข้าห้องเรียน กลับไปเรียนที่โรงเรียนกัน นั่นหมายความว่าเด็กๆ อยู่บ้านเรียนออนไลน์กัน 10 เดือนเต็ม นับจากปลายเดือนธันวาคม 2563 (อาจจะเฉพาะเด็กๆ ในกรุงเทพฯ หรือกลุ่มจังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้ม แต่ก็ถือว่าเป็นเด็กจำนวนมาก) มาดูกันว่าการศึกษาในยุค New Normal จะมีการเปลี่ยนแปลงไหม

1) อาจจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะโรคระบาดโควิด-19 ไม่ใช่การเกิดโรคระบาดครั้งแรกในโลก เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายโรคหลายครั้ง ดังนั้นหลังจากเวลาผ่านไปจนเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ทุกสิ่งอย่างก็จะกลีบมาเหมือนเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และโรคระบาดครั้งนี้ก็จะถูกบันทึกเป็นเพียงสภาวะการเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์โลกร่วมกัน แต่ข้อมูล แง่มุมอาจจะเยอะกว่าครั้งก่อนๆ หน่อย เพราะข่าวสารมากมายเหลือเกิน

2) เกิดการเปลี่ยนแปลงเพราะผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ต้องยอมรับว่าการเกิดโรคระบาดโควิด-19 ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในภาพรวมสูงกว่าโรคระบาดครั้งใดๆ เพราะมาเกิดในยุคโลกไร้พรมแดน (Globalization) พอดีมีการเดินทางทำธุรกิจทั่วโลก การแพร่ระบาดจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแถมเกิดขึ้นในจุดที่สำคัญทางเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่ซะด้วย เพราะการเดินทางของผู้คนเป็นการนำพาเชื้อโรคไป และแน่นอนการป้องกันและการกำจัดเชื้อโรคที่ดีที่สุดคือการล็อกดาวน์จำกัดการเดินทาง แต่สิ่งที่ตามมาจากการล็อกดาวน์ก็คือเศรษฐกิจหดตัวจนเกิดการปิดกิจการ หรือบ้างก็พยายามประคับประคองธุรกิจให้ผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้

หลายกิจการปิดตัวไป หลายกิจการก็รอเวลาซึ่งในการรอเวลาของหลายแห่งเห็นมีการเตรียมพร้อมในการกลับสู่ช่งเวลาเศรษฐกิจขาขึ้น (ไม่รู้จะนานแค่ไหนตอนแรกก็คาดว่าไม่เกินหนึ่งปี บางกระแสก็ลากยาวสามถึงห้าปี) ซึ่งหากวันนั้นมาถึงกิจการที่มีการปรับตัวและเตรียมพร้อมน่าจะเติบโตได้ดีเพราะคู่แข่งที่สู้ต่อไม่ไหวปิดตัวไปเยอะทีเดียว

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อการศึกษาในแง่ทักษะ อาชีพ เพราะในอนาคตทักษะ อาชีพจะถูกปรับตัวตามธุรกิจที่เกิดดับรวดเร็ว บางอาชีพอาจจะหดหายไป บางอาชีพที่เคยบลูมก็อาจซาลง อาทิเช่น การท่องเที่ยว อาชีพที่เคยเข้าถึงยากอาจจะมีการเข้าถึงมากขึ้น เช่นวิทยาศาสตร์สุขภาพ หรือแม้แต่ด้านเทคโนโลยีก็จะมีคนเข้าสู่อาชีพเหล่านี้ง่ายขึ้น เพราะช่วงล็อกดาวน์โควิดผู้คนเรียนรู้การเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้นจนเรียนรู้ถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนั้น

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจทำให้คนมีรายได้ลดลง หลังโรคระบาดอาจจะต้องฟื้นตัวทางด้านเศรษฐกิจ การส่งบุตรหลานศึกษาต่ออาจจะมีรูปแบบเปลี่ยนไป เช่นอาจจะเลือกเรียนเป็นอาชีพเฉพาะทางแล้วรับใบประกาศนียบัตรไปทำงานโดยตรง เพราะหากจบปริญญาตรีในปัจจุบันก็ไม่ได้รับรองว่าจะมีงานทำแถมผู้สำเร็จการศึกษาในช่วงสองสามปีนี้ก็ยังต่อคิวรองานกันอยู่จำนวนหนึ่ง การปรับตัวของอาชีพทำให้คนเรียนรู้ว่าทักษะหนึ่งๆ ไม่สามารถทำงานได้นานอีกต่อไป จะต้องมีการเปลี่ยนทักษะไปตลอดแม้จะเป็นวัยทำงานก็ตาม ทำให้เกิดรูปแบบการจัดการศึกษาเพื่อ Reskill หรือ Upskill เกิดขึ้น

3) ผลกระทบด้านค่านิยม จากการที่เด็กๆ เรียนออนไลน์อยู่บ้าน นับว่ามีความเหลื่อมล้ำให้เห็นกันพอสมควรตามที่เห็นเป็นข่าวอยู่เนืองๆ แต่สิ่งหนึ่งคือเด็กๆ ทุกคนเกิดการเรียนรู้รูปแบบการศึกษาแบบใหม่แบบเฉียบพลัน เด็กส่วนหนึ่งปรับตัวทันและเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงได้ดีพอสมควร ดังนั้นในอนาคตหลังจากหมดโรคระบาดเชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อค่านิยมและแนวคิดทางการศึกษาในระยะยาวแน่นอน

4) สำหรับระดับอุดมศึกษาช่วงนี้จะมีเด็กรอจบการศึกษากันอยู่จำนวนหนึ่ง สาเหตุเพราะการเรียนออนไลน์ทำให้วิชาด้านปฏิบัติการบางวิชาสะดุด ส่งผลให้หลายคนจบการศึกษาล่าช้า ในขณะที่การรับนักศึกษาใหม่ในระบบ TCAS 64 ทางมหาวิทยาลัยแทบจะไม่เคยเจอผู้สมัครเข้าเรียนกันเลยใช้รูปแบบการรับสมัครแต่ละรอบเป็นแบบออนไลน์ตลอด แถมเปิดเทอมแรกของปีการศึกษาเป็นการเรียนแบบออนไลน์ซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีนักศึกษาใหม่หลายคนลงทะเบียนเรียนหลายที่พร้อมกัน เพราะพวกเขาสามารถขอผ่อนผันค่าเล่าเรียนตามสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ไปจนถึงปลายเทอม ทำให้ระบบ TCAS 64 ดูเหมือนจบไปแล้วแต่ยังไม่จบ เนื่องด้วยเด็กบางคนยังคงเลือกที่เรียนอยู่เพราะไปสมัครติดทั้งระบบสอบคัดเลือกตรง+ระบบ TCAS แล้วทดลองเรียนออนไลน์กันไปพร้อมกันในช่วงเทอมแรก

นักศึกษาที่จบไปช่วงนี้หลายคนไม่สามารถทำงานตามสายงานที่เรียนได้เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาตำแหน่งงานที่รับลดน้อยลง หลายคนต้องไปทำอาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องเลยแต่ยังมีความต้องการไปพลาง บางคนต้องหันไปทำอาชีพส่งอาหาร นักศึกษาที่กำลังจะจบเริ่มตระหนกในอนาคตการทำงานว่าจะยังมีตำแหน่งงานให้สมัครมากน้อยเพียงไร

ตอนนี้หลายมหาวิทยาลัยเริ่มประกาศรับสมัคร TCAS 65 รอบ Portfolio กันแล้ว นั่นหมายถึงการรับสมัครนักศึกษาในปีการศึกษาใหม่ 2565 เริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับระดับมหาวิทยาลัยที่ยังเป็นระบบราชการ เผลอนิดเดียวจำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นมากกว่า 75% ทำให้เหลือจำนวนข้าราชการลดลง และยิ่งลดลงรวดเร็วขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเพราะเข้าคิวเข้าสู่วัยเกษียณ ในยุค new normal มหาวิทยาลัยในระบบที่เหลืออยู่จะพากันพาเหรดออกนอกระบบเพื่อให้ พรบ. ใหม่สามารถบริหารงานได้คล่องตัวขึ้น เพราะหากไม่ออกนอกระบบก็จะเหมือนออกอยู่กลายๆ เพราะสุดท้ายคนทำงานก็จะเหลือเพียงพนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ข้าราชการอยู่ดี (การที่พนักงานมหาวิทยาลัยมาบริหารงานแบบราชการจ๋าเลยไม่น่าจะดี)

เมื่อปีที่แล้วผมเขียนเรื่องการศึกษาหลังยุคโควิด-19 ผ่านมุมมองนามปากกา “ปม อนันต์”

การศึกษาไทยหลังยุคโควิด-19 จะเป็นอย่างไร?

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อยู่กับพวกเราเนิ่นนานจนใกล้จะครบปีในอีกสองถึงสามเดือนข้างหน้า ส่งผลกระทบแทบทุกด้านทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ด้านการศึกษา เพียงแต่ทว่าผลกระทบใดๆ ที่เกิดขึ้นในวงการศึกษานั้นมักจะไม่ส่งผลแบบเฉียบพลันทันตาเห็น ผลกระทบนั้นจะใช้ระยะเวลานานหลายปีทีเดียวจึงจะเห็นผลที่เกิดขึ้นตามมา

ก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 หากท่านใดวัยใกล้ผมหน่อยจะมองเห็นว่าการศึกษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระยะยาวอยู่หลายเรื่อง เริ่มตั้งแต่ยุคสมองไหลคือประมาณช่วงปี 2530 กว่าๆ ที่ประเทศไทยประกาศตัวเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs) ตั้งเป้าเป็นเสือตัวที่ 5 ในภูมิภาคเอเชียซึ่งหากย้อนกลับไปดูเราก็เข้าไปอยู่ในโซนที่ตั้งเป้าไว้เหมือนกัน ช่วงเวลานั้นส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาที่เห็นได้ชัดคือเกิดสภาวะที่เรียกว่าสมองไหลคืออาจารย์ที่เก่งๆ ถูกภาคอุตสาหกรรมดึงดูดออกไปทำงานด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าเป็นอาจารย์หลายเท่า นอกจากนั้นค่านิยมในการจบการศึกษาสูงๆ เพื่อมาเป็นอาจารย์ก็เริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นจบสูงๆ ไปทำงานบริษัทแทน แต่ผลกระทบต่อระบบการศึกษาด้านลบวันนั้นไม่ส่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากนักด้วยจำนวนเด็กที่ต้องการเข้าสู่ระบบการศึกษายังเยอะกว่าความสามารถในการรองรับของสถานศึกษา ในทางกลับกันกลับเกิดผลกระทบด้านบวกซะด้วยคือการเปิดสาขาวิชาใหม่ๆ เพื่อรองรับงานในอุตสาหกรรมทำให้เกิดสาขาวิชา ภาควิชา คณะวิชา รวมถึงการเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ๆ ตามมามากมาย

ปรากฏการณ์ต่อมาเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงสิบปีถัดมาคือวิกฤตต้มยำกุ้ง ช่วงปี 2540 ที่นับว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาสูงมากในปัจจุบัน เพียงแต่ว่าระยะเวลาในการส่งผลกินเวลาตามระดับชั้นของการศึกษา วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้ค่านิยมในการมีลูกของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ดูเหมือนว่ามีลูกมากจะยากจน ทำให้สังคมไทยมีขนาดครอบครัวที่เล็กลง พ่อแม่เริ่มมีลูกแค่หนึ่งถึงสองคน ซึ่งต่างจากอดีตมากที่มีลูกครอบครัวละเจ็ดถึงแปดคน หนำซ้ำยังเกิดค่านิยมที่แต่งงานอยู่กินแบบไม่มีลูกเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น การเปลี่ยนค่านิยมการมีลูกนี้ทำให้สังคมไทยหันเหเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยนับตั้งแต่ปีนั้น โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นตามลำดับจนปัจจุบันเข้าใกล้สังคมผู้สูงวัยแบบสมบูรณ์เต็มที

การส่งผลกระทบเริ่มมองเห็นได้ชัดขึ้นมาในอีก 10 ปีต่อมา คือปี 2550 ช่วงนั้นประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นของสถานศึกษารวมถึงจำนวนมหาวิทยาลัยเรียกได้ว่าเป็นดอกเห็ด ซึ่งสวนทางกลับเส้นกราฟจำนวนนักเรียนนักศึกษาที่มีแนวโน้มค่อยๆ ถดถอยลดลง จนเส้นกราฟจำนวนนักเรียนและนักศึกษามาตัดกับจำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยประมาณปี 2556

ดังจะเห็นว่าการส่งผลกระทบค่อยๆ เกิดขึ้น แถมจากเหตุการณ์ที่ต่างกันในอดีตแต่ส่งผลเรื่องเดียวกัน ทำให้เหมือนกับทฤษฎีกบต้ม คือน้ำในหม้อไม่ร้อนทันทีแต่จะค่อยๆ ร้อน ทำให้บุคลากรในระบบเหมือนยังอยู่ใน Comfort zone กันอยู่ ตัวเลขเก้าอี้ว่างในโรงเรียนประถม มัธยม เกิดขึ้นก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้เป็นข่าวมากนักเพราะยังเป็นระดับปฐมวัยและเตรียมเข้าสู่อุดมศึกษา เกิดโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้นและเล็กลงจนบางโรงเรียนเหลือเด็กทุกชั้นปีเพียงสิบกว่าคนก็มี ข่าวเริ่มหนาหูขึ้นเมื่อเก้าอี้ว่างในระดับอุดมศึกษาเกิดขึ้นหลังวิกฤตต้มยำกุ้งประมาณ 20 ปี คือปี 2560 หมายถึงเด็กเกิดในช่วงปีนั้นเริ่มเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาที่มีจำนวนมหาวิทยาลัยเป็นดอกเห็ดเปิดรอรับอยู่ ทำให้กราฟเลยจุดตัดที่สมดุลสู่ช่วงที่สถานศึกษาต้องปรับตัวจริงจัง เพราะผลกระทบที่ค่อยๆ เกิดขึ้นทำให้อุณหภูมิของน้ำในหม้อต้มร้อนใกล้เดือดเต็มที

ผีซ้ำด้ามพลอยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดโรคระบาดอุบัติใหม่ขึ้น การมาของโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ผลกระทบต่อระบบการศึกษามีสภาวะเฉียบพลันมากขึ้น ระหว่างที่มหาวิทยาลัยกำลังปรับตัวโดยอาศัยวลี Disruptive Technology มากระตุ้นให้เกิดการปรับตัวซึ่งแรกๆ ก็มีการถามถึงที่มาและความหมายของวลีดังกล่าวเพื่อพยายามจะอยู่ใน comfort zone ให้นานที่สุด แต่จู่ๆ โควิด-19 ก็มาฉุดให้เกิดการปรับตัวทันทีทันใดโดยไม่ต้องถามอะไรทั้งสิ้น ประเทศถูก lock down สถานศึกษาถูกปิด work from home ประชุมออนไลน์ เรียนออนไลน์ สื่อออนไลน์ สารพัดกลยุทธ์สู่การปรับตัว

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าการแข่งขันทางการศึกษาได้เกิดขึ้นอย่างรุนแรงประเภทที่ว่าใครดีใครอยู่ เพราะดูจากแนวโน้มแล้วไม่ต้องคิดวิเคราะห์ก็คงเห็นภาพว่าจำนวนเก้าอี้ว่างจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากยังคงจัดการศึกษาแบบเดิมๆ อยู่ เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ยังมีการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ มารองรับอย่างต่อเนื่อง

การเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดในห้องเรียนอีกแล้ว แหล่งความรู้ขนาดใหญ่มหึมาไปอยู่ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สามารถเข้าถึงได้สะดวกทุกช่องทางแม้แต่มือถือราคาถูก การสอนออนไลน์ การใช้สื่อออนไลน์ สิ่งเหล่านี้มาเปลี่ยนค่านิยมของการเรียนรู้ให้คนรุ่นใหม่หันมาเรียนรู้ผ่านช่องทางใหม่ๆ ประกอบกับภาวะที่ตำแหน่งงานและภาระงานมีการผันผวนไปตามการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี เลยกระตุ้นให้คนในวัยทำงานต้องมีการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อใช้ในการทำงานเพิ่มขึ้น สถานประกอบการเริ่มรับคนทำงานตามทักษะที่ต้องการใช้ในการทำงานมากกว่าคุณวุฒิการศึกษา

ปัญหาที่เกิดจากครูอาจารย์ดังที่เห็นเป็นข่าวรายวันหน้าจอทีวี การทำร้ายเด็ก การละเมิดทางเพศ เป็นต้น ล้วนบ่มเพาะมาจากเมื่อครั้งเกิดสภาวะสมองไหล ทำให้อาชีพครูถูกมองข้ามประกอบกับเงินเดือนครูอาจารย์น้อยเมื่อเทียบกับบางอาชีพ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในหลายๆ ปัจจัย จนส่งผลต่อคุณภาพการจัดการศึกษา หรืออาจจะกล่าวได้ว่าส่งผลต่อคุณภาพของครูอาจารย์ตามมาก็ได้

การจัดลำดับสถานศึกษาเริ่มถูกจับตามองและนักเรียนนักศึกษาที่พอมีทางเลือกก็จะเลือกเรียนในสถานศึกษาที่มีลำดับต้นๆ ก่อน ดังนั้นหากไม่สามารถจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำลงได้หมดการหดตัวลดลงของสถานศึกษาก็จะเป็นเหมือนการกุดหางไปสู่หัวแน่นอน

ในอีก 10 ปี ข้างหน้า ช่วงปี 2570 การศึกษาน่าจะเป็นเพียงการสร้างทักษะหนึ่งทักษะใดเพื่อการนำไปใช้ทำงานในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะทักษะงานจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีตลอดเวลา การเข้าถึงการศึกษาเชิงกายภาพจะลดลงเมื่อเทียบกับการเข้าถึงแบบเสมือนจริง ระยะเวลาในการเรียนทักษะต้องยืดหยุ่นตามความสามารถของผู้เรียนแต่ส่วนใหญ่ต้องเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่สุด ใบปริญญาบัตรในหลักสูตรระยะยาวจะได้รับความนิยมลดลง

แท้จริงแล้วแนวโน้มต่างๆ เป็นไปตามแนวทางที่กล่าวมานี้มานานหลายปีแล้วดังที่ได้มีการเตือนเกี่ยวกับ Disruptive Technology ก่อนหน้านี้ เพียงแต่ว่าโรคระบาดโควิด-19 มาผสมโรงและเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วขึ้นเท่านั้นเอง

หมายเหตุ เมื่อสิบปีก่อนมีเพื่อนร่วมงานท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า “ผมก็เห็นว่ามีนักศึกษาอยู่นี่ครับ” ซึ่งคำกล่าวนี้ไม่สามารถเถียงเขาได้เลยเพราะความหมายของเขาคือมีนักศึกษามาเรียนเพียงคนสองคนก็ต้องสอนเพราะเป็นจรรยาบรรณวิชาชีพ (ที่ยังคงทำให้อาจารย์มีอาชีพ) สาขาของเพื่อนร่วมงานผมท่านนั้นแต่ก่อนเคยรับสมัคร 40 คน มีคนมาสมัครหลักหลายร้อยคน ต่อมากลายเป็นหลักร้อยจนถึงหลักสิบคน ปัจจุบันรับสมัคร 40 คน ต้องคอยลุ้นให้มาสมัครให้ถึง 20 คน แทบทุกปี (ก็ยังถือว่ามีคนอยู่แน่นอนหากบอกว่าคนเดียวก็ต้องสอน ผมชอบอยู่แล้วเพราะยังคงได้รับเงินเดือนอยู่)

ผมบันทึกมุมมองนี้ไว้ในเพจที่เป็นนามปากกา (ปม อนันต์) เพื่อหวังให้เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงนิยายปรัมปราอย่าได้เป็นเรื่องจริงเลย โอมเพี้ยง!

ภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเรื่อง ผมแค่เพียงชอบจุดตัดที่เป็น power matching ที่เป็นจุดให้กำลังงานสูงสุดเท่านั้นเอง

ปม อนันต์ 2 ตุลาคม 2563

ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ ครูช่าง @เทคนิคกรุงเทพฯ 20 กันยายน 2564

บุญเก่าใช้ไม่ค่อยได้อีกแล้ว

วิทยาลัยเทคนิค กรุงเทพฯ ที่นับว่าเป็นวิทยาลัยเทคนิคแห่งแรกของประเทศไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2495 แต่ก่อนวันสถาปนาวิทยาลัยได้มีการเปิดรับและเปิดสอนนักศึกษาล่วงหน้า 1 ปี โดยทำการฝากเรียนนักศึกษาเหล่านั้นไว้ที่สถานศึกษาอื่นก่อน ตัวอย่างเช่นสาขาที่ผมเรียนจบและมาเป็นอาจารย์สอนอยู่จนทุกวันนี้ ได้มีการเปิดรับนักศึกษาในแผนกช่างวิทยุ รุ่นแรก ในปี 2495 และฝากเรียนที่ช่างกลปทุมวันก่อน 1 ปี ครั้นเมื่อทำการสร้างอาคารที่เทคนิคกรุงเทพฯ แถวทุ่งมหาเมฆเสร็จค่อยย้ายนักศึกษาเหล่านั้นมาเรียนที่นี่

แผนกช่างวิทยุ เทคนิคกรุงเทพฯ นับเป็นสาขาเรียนด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ระดับ ปวส. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง) แห่งแรกในประเทศไทย หากย้อนกลับไปเมื่อ 69 ปีที่แล้ว (2495-2564) แผนกนี้มีการปรับตัวและเปลี่ยนชื่อเป็น ช่างอีเล็คโทรนิคส์ และช่างอิเล็กทรอนิกส์ (2535} ตามลำดับ ซึ่งต่อมาเป็นยุคที่ใบปริญญาตรีเฟื่องฟูใครๆ ก็อยากให้ลูกหลานมีใบปริญญาติดฝาบ้าน การจัดการศึกษาในระดับ ปวส. ที่เทคนิคกรุงเทพฯ ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการศึกษาในระดับปริญญาตรีแทน โดยแผนกที่ผมสอนได้หันมาเปิดสอนในสาขา วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม (ค.อ.บ.) ปี พ.ศ. 2538 เทคโนโลยีโทรคมนาคม (อส.บ.) ปี พ.ศ. 2543 และ วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม (วศ.บ.) พ.ศ. 2547 ตามลำดับ และท้ายที่สุดก็งดรับเข้าศึกษาต่อระดับ ปวส. ไปเมื่อปี พ.ศ. 2546

ที่ผมบอกว่าบุญเก่าใช้ไม่ค่อยได้อีกแล้ว ทั้งนี้เพราะว่าในอดีตที่เทคนิคกรุงเทพฯ เคยมีชื่อเสียงขนาดที่ว่ามีผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาต่อยืนต่อคิวเข้าแถวรอสมัครยาวจากตึกอำนวยการไปจนถึงถนนนางลิ้นจี่ ระยะทางหลายร้อยเมตร สนามสอบในพื้นที่อาคารเรียนเทคนิคกรุงเทพฯ เองมีอาคารไม่เพียงพอในการใช้จัดที่นั่งสอบคัดเลือกผู้เข้าสอบแข่งขัน จนต้องไปขอใช้อาคารของสถานศึกษาในพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มเติมเพื่อทำการจัดสอบแข่งขัน อัตราการสอบแข่งขันแต่ละแผนกล้วนมากกว่า 1 ต่อ 10 (สมัยที่ผมมาสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อแผนกช่างอีเล็คโทรนิคส์ เมื่อปีการศึกษา 2530 อัตราการแข่งขันอยู่ที่ 1 ต่อ 16) เรียกว่ายุคนั้นบนพื้นที่ขนาดเพียงร้อยกว่าไร่ ในย่านสาทร เคยมีนักศึกษาหนาแน่นเต็มไปหมด หอพักรอบเทคนิคเต็มไปด้วยนักศึกษา โดยเฉพาะซอยสวนพลูคราคร่ำไปด้วยนักศึกษา รถเมล์สาย 22, 62, 67 และ 89 รวมถึงรถสองแถว ที่ผ่านเทคนิคกรุงเทพฯ จะมีนักศึกษาขึ้นเต็มในช่วงเวลาเช้าและเย็น

ด้วยชื่อเสียงในอดีตของเทคนิคกรุงเทพฯ ทำให้เกิดการบอกกล่าวปากต่อปากว่าหากอยากเรียนด้านการช่างชั้นสูงต้องมาเรียนที่นี่ ฝั่งผู้ประกอบการก็บอกปากต่อปากว่าหากอยากจ้างช่างฝีมือชั้นสูงให้จ้างผู้สำเร็จการศึกษาจากที่นี่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะสมปีต่อปีสืบทอดยาวนานเป็นบุญเก่าให้ได้ใช้กันต่อเนื่องเรื่อยมา ดึงดูดให้คนที่เก่งและมีแรงบันดาลใจอยากเป็นช่างฝีมือชั้นสูงก็แข่งขันกันเข้ามาเรียนปีแล้วปีเล่า เหล่าศิษย์เก่าสำเร็จออกไปทำงานช่างช่วยพัฒนาประเทศชาติจนมีชื่อเสียงสืบมา

กลับมามองที่แผนกช่างวิทยุหากย้อนดูจากประวัติที่ผ่านมาการรับนักศึกษารุ่นแรกมีจำนวน 27 คน โดยทำการฝากเรียนที่ช่างกลปทุมวันในปี 2495 และหลังจากปีนั้นเป็นต้นมาจำนวนนักศึกษาก็เพิ่มขึ้นจนอัตราการแข่งขันสูงมากๆ ต่อมาทางแผนกวิชาได้มีการปรับเพิ่มจำนวนห้องรับเป็นห้อง ก ห้อง ข ห้อง ค ปรับรอบเรียน เป็นรอบเช้า รอบบ่าย รอบค่ำ รอบสมทบ จนกระทั่งสามารถตอบสนองขยายรับนักศึกษาใหม่ทั้งหมดรวมกันในทุกห้องทุกรอบร่วม 200 คน จากผู้สมัครหลายพันคนในแต่ละปี

สัญญาณ New Low ครั้งแรกของสาขาเกิดขึ้นในปี 2562 เมื่อสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมสามารถรับนักศึกษาใหม่ได้แค่เพียง 24 คน (ปัจจุบันเด็กกลุ่มนี้กำลังขึ้นชั้นปีที่ 3 ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการทยอยลาออกและทิ้งกลางคันจนเหลือเพียง 16 คน) โดยไร้การสอบคัดเลือก (ใครมาสมัครเป็นรับหมด) นั่นหมายความว่ามีผู้มาสมัครและสนใจเข้าศึกษาเพียง 24 คนในปีนั้น การลดลงของจำนวนผู้เข้าศึกษาที่ต่ำกว่าการรับสมัครครั้งแรกเมื่อ 67 ปีก่อน (2495) น่าจะเป็นสัญญาณการสิ้นบุญเก่าที่แท้จริง จนทุกวันนี้ในแต่ละปีต้องคอยมาลุ้นว่าจะไม่เกิด New Low ขึ้นอีก ซึ่งจากสถิติตัวเลขต่ำสุดทำไว้ที่ 24 คน ในปี 2562

จนแล้วจนรอดปี 2564 ปีที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งแรกของประเทศไทยกำลังจะครบรอบวันคล้ายวันสถาปนา 69 ปี สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมก็เผชิญกับ New Low อีกครั้ง เพราะตลอดการรับสมัครนักศึกษาที่ผ่านมากว่า 7 เดือน (พฤศจิกายน ุ2563 ถึง พฤษภาคม 2564) มีผู้สนใจสมัครเข้ามาศึกษาต่อที่นี่เพียง 12 คน และในจำนวนนั้นมีผู้ชำระค่าเทอม ณ ขณะนี้เพียงแค่ 9 คน ซึ่งตามสถิติที่ผ่านมาผู้ที่ชำระค่าเทอมแล้วถึงวันเปิดเทอมบางคนอาจจะไม่มาเรียนก็ได้เพราะได้ที่เรียนที่อื่นที่ดีกว่า

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก็จะเปิดเทอมแล้วมาลุ้นดูกันว่าปีนี้จะมีผู้เข้ามาเรียนจริงๆ กี่คน? จากผู้สมัคร 12 คน

ฤาบุญเก่าจใกล้สิ้นเต็มทน

อาจารย์ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ บันทึกไว้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2564 เดี๋ยวเปิดเทอมค่อยมาเฉลยจำนวนตัวเลขนักศึกษาใหม่อีกทีว่่่่่่่่่าจะมีกี่คน

บันทึกเพิ่มเติม 10 มิถุนายน 2564 ผ่านไปกับโค้งสุดท้ายกับการรับสมัครมาราธอน ทุกรอบ ทุกรูปแบบตลอด 8 เดือน ที่สาขาได้มา 16 คน เฉลี่ยตกเดือนล่ะ 2 คน เป็นยอดรับนักศึกษาใหม่ได้ต่ำสุดของสาขาในรอบ 69 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งวิทยาลัยเทคนิค (ช่างวิทยุรุ่นแรกรับได้ 27 คน) ลุ้นว่าวันเปิดเทอม (21 มิถุนายน 2564) จะมาเรียนครบ 16 คนไหม แต่ไม่แน่ utk อาจจะยังมีการรับสมัครรอบแหกโค้ง walk in เข้ามาเรียนเลย

บันทึกต่อท้ายศุกร์ที่ 18 มิถุนายน 2564 วันจันทร์ที่จะถึงนี้เริ่มเปิดเทอมภาคเรียนที่ 1/2564 แล้ววันนี้มีนักศึกษาใหม่เข้ามาแสดงตัวในระบบออนไลน์ 5 คนแล้ว

วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เปิดภาคเรียนที่ 1/2564 นักศึกษาใหม่สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ตั้งค่า New Low ไว้ที่ 14 คน สถิตินี้น่าจะทำลายอยากซักหน่อย รอดูปีต่อๆ ไป

เจ็ดสิบ (70) สิบเจ็ด (17) บันทึกต่อท้ายเป็น Timeline กุมภาพันธ์ 2566

บันทึกต่อท้ายปีนี้ (2566) เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ที่ต่ำสุดในรอบ 70 ปี (new low) ของการตั้งอยู่แห่งสถานศึกษาแห่งนี้ ด้วยผู้สำเร็จการศึกษาจากสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ในปีการศึกษา 2564 ซึ่งจบกันในปี พ.ศ. 2565 (การสำเร็จการศึกษาของปีการศึกษาหนึ่งหนึ่งจะจบในปี พ.ศ. ถัดไป) โดยปี พ.ศ. 2565 นับเป็นปีครบรอบวันคล้ายวันสถาปนาวิทยาลัยเทคนิคแห่งแรกของประเทศไทย ครบรอบ 70 ปี จำนวนบัณฑิตทั้งสิ้นของสาขามี 17 คน (แบ่งออกเป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตร 4 ปี จำนวน 14 คน รวมกับผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรเทียบโอน อีก 3 คน) ตัวเลขนี้ไม่ใช่การกลับเลขของคอหวยใดๆ เพียงแค่บังเอิญมาพ้องเสียงกัน

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เป็นช่วงซ้อมรับปริญญาของบัณฑิตเหล่านี้ต้องขอแสดงความยินดีกับบัณฑิตทุกท่านด้วย โดยพิธีพระราชทานปริญญาของบัณฑิตจะมีขึ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2566

สาเหตุที่ผู้สำเร็จการศึกษาปีนี้มีน้อยอาจจะด้วยผลจากโรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมาส่งผลต่อการเรียนของนักศึกษาให้จบช้าไม่ใช่สาเหตุหลักจากการรับนักศึกษาได้น้อย ดังนั้นในปีการศึกษาหน้าน่าจะมีผู้สำเร็จการศึกษามากกว่านี้

ตัวเลขต่ำสุดค่าใหม่ของจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาจะเกิดขึ้นอีกในราว 3 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลพวงจากการรับนักศึกษาได้น้อยจริง ประกอบกับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในห้วงเวลานั้นจะต้องสอบผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษ ซึ่งทางกระทรวง อว. กำหนดเป็นเกณฑ์สำร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ถึงแม้เกณฑ์ภาษาอังกฤษของสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์ถูกตั้งไว้ไม่สูงมากนักแต่ก็ยังเป็นยาขมสำหรับนักศึกษาหลายคน (อัตราผู้สำเร็จการศึกษาที่มีเพียง 60% ของผู้เข้าศึกษาในปัจจุบัน อาจจะลดลงอีกเพราะเกณฑ์ผ่านภาษาอังกฤษ)

รอดูตัวเลขผู้สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา 2567 ซึ่งเป็นปีที่จำนวนผู้เข้าศึกษาต่อต่ำสุดจำนวน 14 คนในปี พ.ศ. 2564 จะสำเร็จการศึกษา (ตอนนี้นักศึกษากลุ่มนี้เหลือแค่ 10 คน)

บันทึกต่อท้าย 25 กุมภาพันธ์ 2566 วันซ้อมใหญ่พิธีพระราชทานปริญญาบัตร

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเร็วกว่าที่คาด

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2563 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เสนอรายงานการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2563 – 2583 ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยการคาดประมาณการประชากรในตอนนั้นอยู่บนพื้นฐานของตัวเลขประชากรไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่มีจำนวนประชากรรวมทั้งหมด 66.5 ล้านคน

บทสรุปสำคัญในการคาดการคือจำนวนประชากรไทยจะยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี พ.ศ. 2571 ซึ่งจะเพิ่มสูงสุดถึง 67. 2 ล้านคน หลังจากนั้นจำนวนประชากรไทยจะเริ่มลดลงในอัตราร้อยละ -0.2 ต่อปี ในปี พ.ศ. 2583 สศช. คาดประมาณว่าจะมีประชากรทั้งหมดประมาณ 65.4 ล้านคน รายละเอียด เปิดคาดประมาณประชากรไทยอีก20ปีข้างหน้า คนแก่พุ่ง-หญิงมากกว่าชาย – โพสต์ทูเดย์ สังคมทั่วไป (posttoday.com)

และแน่นอนการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของประชากรปัจจัยหลักจะอยู่ที่จำนวนเด็กแรกเกิด หากยังมีอัตราการเกิดสูงกว่าอัตราการตายจำนวนประชากรก็เพิ่มขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากมีอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายจำนวนประชากรก็จะลดลง

ต้นปี พ.ศ. 2564 รายงานตัวเลขประชากรไทย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 66.1 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนในอัตราร้อยละ -0.5 ซึ่งสวนทางกับการคาดการที่ว่าอัตราการลดลงจะเริ่มในปี พ.ศ. 2571 นั่นหมายความว่าการลดลงเร็วขึ้นถึง 8 ปี แสดงว่าประเทศไทยที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว แต่ภาวะความรุนแรงของสังคมผู้สูงวัยจะเพิ่มเร็วขึ้นกว่าที่คาด

ปัญหาโรคระบาดโควิด-19 อาจจะเป็นปัจจัยเสริม เพราะข่าวการแพร่ระบาดเริ่มขึ้นช่วงปลายปี พ.ศ. 2562 และเกิดการระบาดรุนแรงตลอดปี 2563 ทำให้ผู้คนเกิดความกังวลเรื่องสภาพเศรษฐกิจพาลให้ไม่อยากมีลูก ทำให้อัตราการเกิดที่คาดไว้สูงตกลงมา และปัจจัยเสริมนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อไปอีกสองถึงสามปี หรือจนกว่าการระบาดจะสิ้นสุดลงและสภาพเศรษฐกิจกลับมาเติบโตเหมือนเดิม

การลดลงของประชากรไทยถึงร้อยละ -0.5 น่าจะเป็นการลดลงของอัตราการเกิดมากกว่า เพราะจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ของไทยถึงปัจจุบันยังต่ำกว่า 100 คน

ผลกระทบที่ตามมาต่อระบบการศึกษาในแง่จำนวนผู้เข้าเรียนจะกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ประถม มัธยม และอุดมศึกษา นั่นหมายความว่าอีก 18 ปี จำนวนผู้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะลดลง ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันนี้ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ดังที่เมื่อเดือนที่แล้วสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI (Thailand Development Research Institute) ออกมาออกข่าวว่าอีก 10 ปี (พ.ศ. 2574) มหาวิทยาลัยไทยจะพบกับการลดลงของจำนวนนักศึกษาครั้งใหญ่ ดังนั้นจากตัวเลขประชากรอีก 18 ปี (พ.ศ. 2582) ก็จะมีคลื่นซัดถาโถมอีกระลอก

หลังจากนั้นผลกระทบก็จะตกไปที่จำนวนประชากรวัยทำงาน ส่วนจำนวนผู้สูงวัยก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไปในอัตราที่สูงกว่าเดิม

อาจารย์ปราโมทย์ 18 มีนาคม 2564

E-Magazine

ท่านที่สนใจอ่านบทความที่ผมเขียน สามารถเปิดไปอ่านได้ในหน้าที่ 16 และ 17

การศึกษาเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพแบบไหนจะยั่งยืนกว่ากัน?

ในการจัดการศึกษาควรเป็นแบบเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ ผมเองมาเป็นอาจารย์เมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา จำได้ดีว่าสมัยก่อนการรับสมัครนักศึกษาใหม่ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน (รับสมัครกันเพียงรอบเดียว) เริ่มตั้งแต่การขายใบสมัครเพราะในสมัยนั้นระบบออนไลน์ยังไม่มี ผู้สนใจสมัครเข้าศึกษาต่อต้องซื้อใบสมัครพร้อมเล่มระเบียบการการรับสมัครเข้าศึกษาต่อ ช่วงเวลาการรับสมัคร วันสอบข้อเขียน วันสอบสัมภาษณ์ และวันประกาศผลการสอบเข้าศึกษาต่อ ในสมัยนั้นการรับสมัครนักศึกษาจะมีอัตราการแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่อเป็นหลายเท่าตัวแต่ละสาขาก็จะมีการแข่งขันด้านคุณภาพ ความนิยม และความมีชื่อเสียงของสาขาจากสัดส่วนของผู้สมัคร สัดส่วนยิ่งสูงยิ่งถูกจัดว่าสาขานั้นมีคุณภาพซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจริงตามนั้นไหม แต่คิดว่าอย่างน้อยก็สามารถกรองคนเข้าศึกษาต่อให้มีคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกันมากที่สุด ทำให้การศึกษาในยุคนั้นบริหารจัดการง่าย เพราะผู้เรียนมีคุณลักษณะคล้ายกันจากการทำข้อสอบชุดเดียวกันอาจารย์ที่สัมภาษณ์ชุดเดียวกัน

ตัดภาพกลับมาในปัจจุบันนี้การรับสมัครนักศึกษาใช้ระยะเวลาเกือบ 9 เดือน (รับกันหลายรอบมาก) เรียกได้ว่าถ้าเริ่มตั้งครรภ์กว่าการรับสมัครจะสิ้นสุดลงก็ครบกำหนดคลอดลูกพอดี ทุกอย่างดำเนินการในรูปแบบออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการกรอกใบสมัครออนไลน์ การศึกษาระเบียบการบนเอกสารออนไลน์ การชำระค่าสมัครสอบออนไลน์ การเข้ามาที่สถานศึกษาเหลือเพียงการมาสอบข้อเขียนที่เหลือเพียงบางแห่งเท่านั้น (หลายสถาบันก็ไม่มีการสอบข้อเขียนกันแล้ว) การสอบสัมภาษณ์ที่บางที่ก็ทำเป็นแค่เพียงพิธีการ (เพราะจำนวนผู้สมัครน้อยกว่าจำนวนแผนที่ต้องการรับ) สุดท้ายการประกาศผลสอบก็เป็นแบบออนไลน์ เพียงแต่ในระยะเวลา 9 เดือนจะแบ่งการรับสมัครออกเป็นรอบๆ จำนวนรอบมากน้อยอยู่ที่จำนวนผู้สมัครเข้าในแต่ละสถาบัน บางสถาบันเปิดรอบแรกๆ แล้วเต็มเลย จำนวนรอบก็ไม่มาก บางสถาบันเปิดแล้วผู้สมัครน้อยก็เพิ่มจำนวนรอบเข้าไปจนกว่าจะหมดเวลาบางสถาบันแม้นเปิดเทอมแล้วยังรับสมัครแบบ walk in ก็มี สัดส่วนผู้สมัครลดน้อยลงสิ่งที่ตามมาคือความหลากหลายของคุณลักษณะของผู้เรียนเพราะไม่สามารถคัดเลือกให้คุณลักษณะเป็นไปในทิศทางเดียวกันได้ (มีทั้งเด็กที่เก่งมากและเก่งน้อยกว่า มีเด็กที่ค้นพบตัวเองว่าอยากเรียนสาขานี้กับเด็กที่ยังไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไรกันแน่ เป็นต้น ล้วนมาอยู่ร่วมกันในห้องเดียวกัน) การจัดการเรียนการสอนก็ยากไปตามความหลากหลายนั้น

ว่าด้วยเรื่องของคุณภาพในยุคสมัยที่ Demand มากกว่า Supply (อดีตนานมาแล้ว) ไม่น่ากังวลเท่าไหร่ เพราะหากกระบวนการผลิต (Process) มีความผิดเพี้ยนหย่อนยานไปบ้างคุณภาพผลผลิตบัณฑิตที่ออกมาก็ยังได้รับการตอบสนองที่น่าพึงพอใจอยู่ตลอดเวลา

ความย้อนแย้งในเรื่องเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมาเกิดขึ้นในวันที่เกิด Over Supply ของสถานศึกษา (ปัจจุบัน) เลยเกิดการแข่งขันแบบกลับด้านขึ้น (ในอดีตสถานศึกษาเป็นผู้เลือกเด็ก กลับกลายมาเป็น ปัจจุบันเด็กเป็นผู้เลือกสถานศึกษา) ซึ่งแน่นอนว่าการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดมักไปผูกกับเรื่องรายได้จากการจัดการศึกษาและสุดท้ายก็นำไปสู่การเน้นเชิงปริมาณไปโดยไม่รู้ตัว (สถานศึกษาที่เก่าแก่หลายแห่งคิดว่าเชิงคุณภาพยังคงอยู่แท้จริงแล้วสองสิ่งนี้มักจะแปรผกผันกัน) เราลองมาจับคู่อาจารย์กับนักศึกษาดูเล่นๆ

ถ้าอาจารย์เชิงคุณภาพมาเจอนักศึกษาเชิงคุณภาพ คู่นี้ไปกันได้ด้วยดีแน่นอนและจะสามารถสร้างสรรค์ผลงาน นวัตกรรมออกสู่สังคม สร้างชื่อเสียงในสถานศึกษานั้นๆ ต่อๆ ไป บรรยากาศนี้มักพบในสถานศึกษาที่ยังคงมีอัตราการแข่งขันเข้าศึกษาต่อ

ถ้าอาจารย์เชิงคุณภาพมาเจอนักศึกษาเชิงปริมาณ คู่นี้คู่กัดหนักไปทางไร้ความสุขทั้งคู่อาจารย์ก็รู้สึกว่านักศึกษาไม่ได้ดั่งใจ นักศึกษาก็จะว่าอาจารย์ใจร้าย สุดท้ายจบลงที่โศรกนาฏกรรม การล้มหายตายจากในฝั่งนักศึกษาด้วยการสอบตก ติดเอฟ ลาออกหรือไม่ก็พ้นสภาพ

ถ้าอาจารย์เชิงปริมาณมาเจอนักศึกษาเชิงคุณภาพ คู่นี้ไปกันได้ด้วยดีคล้ายคู่แรกแต่ไร้นวัตกรรมใหม่ๆ อาจจะมีนักศึกษาบางคนไม่ชอบใจแต่ด้วยความเป็นนักศึกษาหากไม่มีการคุกคามจริงๆ ได้เกรดแล้วก็สบายใจไปความรู้ไปหาเอาในอนาคต ยกเว้นแต่นักศึกษาที่มีความคาดหวังสูงมากๆ อาจจะลาออกย้ายหาที่เรียนใหม่

ถ้าอาจารย์เชิงปริมาณมาเจอนักศึกษาเชิงปริมาณ คู่นี้พาไปสู่ความถดถอยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะว่าเชิงปริมาณยังคงอยู่ไม่มีการตกออกอยู่กันไปวันๆ บรรลุวัตถุประสงค์ในการอยู่ร่วมกันทั้งคู่แต่ไม่ส่งผลต่ออนาคตของสังคมส่วนรวมในระยะยาว เรียกว่าสมประโยชน์ทั้งคู่แต่ไร้อนาคตอาจารย์ได้ภาระงานนักศึกษาได้ใบปริญญา

สิ่งที่ยากในปัจจุบันคือการจับคู่ไม่เป็นไปในแบบใดแบบหนึ่งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่จะมีการผสมกัน (อาจารย์หนึ่งคนจะเจอนักศึกษาทั้งสองแบบ ในทางกลับกันนักศึกษาหนึ่งคนจะเจออาจารย์ทั้งสองแบบ) เลยทำให้จัดการยากและสุดท้ายจะพบว่าหากจัดการการศึกษาแบบมุ่งเน้นเชิงปริมาณอัตราการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาจะตกลงมาอยู่ที่ 50% – 60% เท่านั้นเอง (รับนักศึกษามา 100 คนจบจริง 50 – 60 คน นอกนั้นตกออก) เพราะในเชิงปริมาณจะมีผู้ที่ไม่มีเป้าหมายชีวิตที่แท้จริงเข้ามาเรียนแบบไม่รู้จะเรียนอะไรพอเรียนไปซักพักไม่ชอบก็ออกไปหรือบางคนความรู้พื้นฐานไม่พอก็ออกไป เทียบกับในอดีตการจัดการศึกษาที่สามารถเน้นเชิงคุณภาพได้ที่อัตราการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาอยู่ที่มากกว่า 80% หลายรุ่น 100%

อ.ปราโมทย์ อนันต์วราพงษ์ อดีตครูช่าง ที่ตกกระไดพลอยโจนมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในยุคที่อัตราการแข่งขันเข้าศึกษาต่อลดลงอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตหรือโอกาส…อาชีพช่างซ่อมบำรุงอากาศยานกับภัยร้ายโรคระบาดโควิด-19

หากจะมองสถานการณ์อุตสาหกรรมการบินในปัจจุบันและอนาคตหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมองย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงก่อนเกิดโรคระบาดโควิด-19 เนื่องจากหนึ่งทศวรรษก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมการบินมีการเติบโตในอัตราที่สูงมากในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านผู้โดยสารที่เติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 5-6 เปอร์เซ็นต์ ก่อให้เกิดสายการบินใหม่ๆ ขึ้นมากมายในทุกภูมิภาค จนกระทั่งบริษัทผลิตเครื่องบินผลิตป้อนแทบไม่ทันการจองและส่งมอบเครื่องบินแต่ละเครื่องใช้เวลานานแรมปี ตัวเลขเครื่องบินที่ให้บริการทั่วโลกเติบโตเพิ่มขึ้นจนเกิน 20,000 เครื่องในช่วงปี 2562 แต่นั่นกลายเป็นภาพอดีตที่ทุกคนนั่งเฝ้ารอวันหวนกลับคืน

สิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นนั่นคือการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือที่เราเรียกว่าโรคระบาดโควิด-19 เมื่อปลายปี 2562 และเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นในตอนต้นปี 2563 ช่วงเวลานั้นการเกิดโรคระบาดเริ่มส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมการบินเพราะมีการตื่นตระหนกจากการติดเชื้อผ่านนักท่องเที่ยวและความหวาดกลัวต่อผู้คนที่เดินทางมาจากแหล่งที่มีการระบาดของเชื้อโรค จนมาถึงปลายไตรมาสแรกของปีที่การระบาดลุกลามจนมีการปิดเมืองปิดประเทศอย่างต่อเนื่องหลายประเทศดังที่เราทราบข่าวกันดี ส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศโดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยวหยุดลงอย่างเฉียบพลันในไตรมาสที่สองของปีจึงส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการบินด้วยจำนวนเที่ยวบินที่ต้องหยุดให้บริการลดลงเหลือเพียงแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนเที่ยวบินที่เคยมีให้บริการในปีก่อนหน้า เครื่องบินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ต้องลงจอดยาวจนหลุมจอดไม่เพียงพอต่อการรองรับ

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 นับว่าเป็นปีที่ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมการบินในเชิงลบอย่างรุนแรงเพราะจำนวนผู้โดยสายที่ลดลงทำให้ไม่สามารถทำการบินได้ โดยเฉพาะสายการบินที่ให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศเป็นหลักจะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ามาก ดังจะเห็นข่าวการยื่นล้มละลายของสายการบินอย่างต่อเนื่องในช่วงกลางปีนี้ซึ่งมีหลายสายการบินที่แทบไม่เชื่อว่าจะเกิดการล้มละลายได้ สาเหตุเพราะว่าขาดสภาพคล่องที่จะดำเนินธุรกิจสายการบินต่อไป หลายสายการบินที่ยังคงดำเนินธุรกิจอยู่ก็หันมาใช้มาตรการลดค่าใช้จ่าย ดังที่เห็นได้ชัดคือการปรับลดเงินเดือนของบุคลากรทุกระดับในสายการบิน ตลอดจนการสร้างแรงจูงใจกรณีลาออก การลาหยุดโดยไม่รับเงินเดือน ให้พนักงานเลือก บางสายการบินหยุดจ่ายเงินเดือนพนักงานเพราะไม่มีงานให้ทำแต่ยังคงสัญญาจ้างไว้รอการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม

สถานการณ์ปัจจุบันเข้าสู่ปลายไตรมาสที่ 3 ของปีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแถมยังทวีความรุนแรงขึ้นจำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกเกิน 25 ล้านคน บางประเทศมีการระบาดรอบสองและรอบสาม ส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศยังคงหยุดชะงักอยู่ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหยุดชะงักตามไปด้วย หันกลับมามองที่อุตสาหกรรมการบินเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นบ้างแต่เฉพาะส่วนของการบินภายในประเทศเท่านั้นที่ปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 2 จำนวนเที่ยวบินทั่วโลกกลับมาบินที่ 50 เปอร์เซ็นต์เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ส่วนใหญ่เป็นเที่ยวบินภายในประเทศ และหากประเทศใดเกิดการระบาดรอบใหม่ก็จะมีการปิดเมืองสลับกันไป

สำหรับภาพอนาคตของอาชีพช่างซ่อมบำรุงอากาศยานในประเทศไทยมองได้ทั้งแง่วิกฤตและโอกาสสำหรับในแง่วิกฤตที่เกิดจากการหดตัวของอุตสาหกรรมซึ่งหมายถึงปริมาณงานที่ลดลงเนื่องจากการลดลงของจำนวนเที่ยวบิน ส่งผลต่อความต้องการช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่ลดลง แต่ด้วยปริมาณช่างซ่อมบำรุงอากาศยานเดิมที่มีอยู่ในระบบถือว่ายังไม่ล้นงานเพราะช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19 หลายสายการบินยังมีความต้องการช่างซ่อมบำรุงอากาศยานเพิ่มอยู่ ประกอบกับสถาบันการศึกษาที่ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาด้านนี้ยังมีน้อยมากหากเทียบกับปริมาณงานเดิมที่มีอยู่ วิกฤตของช่างซ่อมบำรุงอากาศยานจึงอาจมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับงานส่วนอื่นในธุรกิจเดียวกัน

ในขณะที่โอกาสที่มีคือการพัฒนาบุคลากรด้านช่างซ่อมบำรุงอากาศยานให้เป็นช่างซ่อมทักษะฝีมือขั้นสูงที่สอดรับกับมาตรฐานระดับสากล ทั้งนี้ก่อนหน้าการเกิดโรคระบาดโควิด-19 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้มีการจัดทำร่างกฎหมายการบินฉบับใหม่ขึ้นใช้โดยให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ซึ่งในการดำเนินการตามกฎหมายใหม่นั้นช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีใบอนุญาตอยู่เดิมส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรมและทดสอบตามมาตรฐานใหม่ที่กำหนดในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition) การบังคับใช้กฎหมาย โดยในช่วงก่อนหน้าสายการบินหลายแห่งคาดว่าจะดำเนินการพัฒนาช่างซ่อมบำรุงอากาศยานตามกำหนดเวลาได้ยากด้วยช่างซ่อมบำรุงอากาศยานส่วนใหญ่ล้วนมีงานล้นมือทำให้ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านการบังคับใช้กฎหมายต้องกินเวลานานสองถึงสามปี ดังนั้นในช่วงเวลานี้หากมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ออกมา ช่วงการฝึกอบรมและสอบช่างที่มีอยู่เดิมให้ได้รับการต่อใบอนุญาตตามกฎหมายใหม่สามารถทำได้ทันทีอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยดีและพร้อมยกระดับมาตรฐานการบินภายในประเทศได้เป็นอย่างดีในอนาคต

ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงนับว่าเหมาะในการตรวจรับรองสถาบันการศึกษาให้มีสถานะเป็น ATO (Approve Training Organization) ที่มีความพร้อมทั้งทางด้านหลักสูตรและบุคลากรตรงตามมาตรฐานสากลโดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อให้มีจำนวนศูนย์ฝึกอบรมเพียงพอที่จะรองรับการฝึกอบรมช่างซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีอยู่เดิมตลอดจนผลิตช่างรุ่นใหม่ตามมาตรฐานสากลตามมาด้วย เพราะอย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินหลังหมดวิกฤตโควิด-19 ที่อาจจะต้องใช้เวลารอคอยหนึ่งถึงสองปี และเมื่อถึงเวลานั้นประเทศไทยจะกลายเป็นผู้นำด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคด้วยช่างซ่อมบำรุงอากาศยานทักษะสูงตามมาตรฐานสากลและพร้อมดำเนินการเป็นศูนย์กลางการซ่อมบำรุงอากาศยานตามที่มีกำหนดไว้ในแผนการพัฒนาต่างๆ เช่นศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา และโรงงานผลิตชิ้นส่วนที่เริ่มเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

……………………………………………………………………………………………

สถานการณ์การศึกษาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

สัปดาห์นี้น่าจะเป็นวันเปิดเทอมภาคการศึกษาที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2562 ครบทุกมหาวิทยาลัย ด้วยตั้งแต่เมื่อห้าถึงหกปีที่ผ่านมาช่วงที่เริ่มมีการประกาศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีหลายมหาวิทยาลัยเลื่อนการเปิดเทอมไปเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่าเปิดเทอมแบบอาเซียน ซึ่งหมายถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคมของทุกปี โดยเลื่อนจากแต่ก่อนที่การเปิดเทอมของระบบการศึกษาในประเทศไทยเป็นช่วงเดือนพฆฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งระดับการศึกษาพื้นฐานจะเปิดเร็วกว่าระดับอุดมศึกษาประมาณครึ่งเดือน การเลื่อนเปิดเทอมในตอนนั้นจะเลื่อนจะเฉพาะระดับอุดมศึกษาในขณะที่ระดับการศึกษาพื้นฐานไม่ได้เลื่อนตามทำให้เด็กนักเรียนที่รอเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามีเวลาว่างประมาณ 5 เดือนกว่าจะเปิดเทอม

ผ่านไปช่วงสองสามปีหลายมหาวิทยาลัยพบว่าการเปิดเรียนแบบอาเซียนไม่เหมาะกับกับฤดูกาลและเทศกาลในประเทศไทย จนหลายแห่งเริ่มปรับกลับมาเปิดเทอมระบแบบเก่า แต่ปีการศึกษา 2562 มีบางแห่งต้องคงการเปิดแบบอาเซียนแต่เหตุผลต่างไปจากเดิม เหตุผลใหม่เกิดจากผลของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่ทำให้จำนวนผู้ที่จะเข้ามาในระบบการศึกษาลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีการศึกษานี้มีข่าวออกมาว่ามีที่นั่งเหลือในระดับมหาวิทยาลัยถึงสองแสนที่ ส่งผลให้จำนวนนักศึกษาใหม่ไม่เป็นไปแผนที่วางไว้โดยจะลดลงโดยเฉลี่ย 30%

หากย้อนกลับไปปัญหานี้ไม่ได้ใหม่เสียทีเดียวเพราะเมื่อราว 15 ปีก่อนทาง สกอ. เคยทำแผนอุดมศึกษา 15 ปี (ชื่อแผนเต็มจำไม่ได้) แต่ในรายละเอียดของแผนมีการพูดถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไว้ค่อนข้างเยอะและให้ความสำคัญในการนำมาปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งไม่น่าเชื่อผ่านไป 15 ปี การคาดคะเนของแผนเป็นไปตามนั้นจริงๆ เพียงแต่การศึกษาไทยไม่ได้ปรับตัวตั้งแต่ตอนนั้น ด้วยยังไม่เผชิญกับวิกฤตแบบซึ่งหน้า

เด็กลดลงจริงวันนี้และจะลดลงอีก สาเหตุหลักเพราะเด็กเกิดน้อยลงเรื่อยๆ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว สิ่งที่แผน 15 ปีของ สกอ. ไม่ได้ตระหนักในวันนั้นคือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้กระทบกับการจัดการศึกษา แต่ไม่น่าเชื่อที่เรื่องราวเหล่านี้คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจสังเกตุจากผมได้รับคำถามบ่อยๆ ว่าเด็กหายไปไหน ที่น่าตกใจมากกว่านั้นคือบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาเป็นคนถาม

เราเก็บปัญหาไว้ใต้พรมมานานพอสมควร เช่น จำนวนเด็กนักเรียนที่ยังมีอยู่เยอะจนตอนหลังมาพบว่าเป็นเพียงเด็กผี หมายถึงโรงเรียนที่มีจำนวนเด็กน้อยก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยหรืออาจจะถึงขั้นยุบรวมโรงเรียนก็ใช้วิธีการไปเอาเลขประจำตัวประชาชนของเด็กที่เรียนที่อื่นมาใส่ไว้ จนผู้บริหารยังเห็นว่าตัวเลขจำนวนนักเรียนยังเยอะอยู่ จำนวนเด็กที่ค่อยๆ ลดลงแต่ยังไม่กระทบกับแผนรับนักเรียน นักศึกษา สถานศึกษาหลายแห่งยังคงไม่ปรับตัวเพราะแผนรับยังคงรับได้ ทั้งๆ ที่ในแง่คุณภาพเริ่มถดถอยด้วยสัดส่วนการแข่งขันลดลง ระบบการรับนักเรียน นักศึกษา แบบต่างคนต่างรับที่เด็กไปสมัครไว้หลายที่กลายเป็นภาพลวงตาว่ายังคงมีปริมาณตัวป้อนเยอะอยู่

การเข้ามาของระบบการรับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาที่เรียกว่า TCAS ทำให้เห็นภาพรวมที่เป็นความจริงมากขึ้น แต่กว่าจะพบความจริงที่นั่งในมหาวิทยาลัยก็กลายเป็นที่ว่างไปพอสมควรแล้ว โดย TCAS62 บอกว่าเหลือที่นั่งในมหาวิทยาลัยร่วมสองแสนที่นั่ง จนตอนนี้พบว่ามหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มตื่นตัวกันมากขึ้น มีการปรับแผนรับนักศึกษาที่รัดกุมขึ้น ด้วยจากการสำรวจเด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และระดับประถมศึกษา จำนวนนักเรียนที่จะเข้าสู่อุดมศึกษายังจะลดลงอย่างต่อเนื่องอีก เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับการยุบรวมมากขึ้น มีข่าวการยุบสาขา คณะ หนาหูขึ้น

การเปิดเทอมครบทุกสถาบันการศึกษาในสัปดาห์นี้เป็นสัญญาณว่า TCAS63 กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

WHAT IF

ผมเขียน​ WHAT​ IF นี้ไว้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วโดยใช้นามปากกา​ ปม​ อนันต์​ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วกระแส​ WHAT​ IF​ ได้รับความนิยมมาก​ ผมเองเขียนก็ไม่พ้นเรื่อง​ University​ Downsizing​ ที่ผมติดตามอยู่​ นำมารวบรวมในเพจนี้อีกรอบครับ

What If

หากมหาวิทยาลัยไม่มีนักศึกษาจะเป็นอย่างไร?

สถานการณ์ตอนนี้ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีจำนวนที่นั่งเรียนมากกว่าจำนวนผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อมากกว่าห้าหมื่นที่นั่งในปีการศึกษา 2561 ที่กำลังจะเปิดสอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ดังนั้นตอนนี้แต่ละมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการรับนักศึกษาใหม่ เริ่มมีกลยุทธ์ต่างๆ ออกมามากมาย เรียกว่าบางกลยุทธ์ออกแนวโปรโมชั่นกันทีเดียว และต้องคอยดูคู่แข่งอยู่ตลอดเวลาเพื่อการปรับแผนการรับสมัคร อย่างไรก็ตามจำนวนที่นั่งที่ว่างก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิม เพียงแต่ว่าพอถึงเวลาเปิดเทอมแต่ละมหาวิทยาลัยจะรับส่วนแบ่งที่ว่างไปเท่าไหร่เท่านั้นเอง

สถานกวดวิชายังคงมีอยู่เหมือนเดิม (แต่ก็กำลังถดถอย) เพราะคนไทยยังมีค่านิยมในการเข้าเรียนบางโรงเรียน (กรณีเข้าเรียนระดับประถมและมัธยม) บางสาขาวิชา บางคณะ บางมหาวิทยาลัย เลยทำให้มีการแข่งขันเพื่อที่จะแย่งกันเข้าไปเรียนตามค่านิยมนั้น ส่วนสาขาที่ไม่เป็นที่นิยมตามค่านิยมก็จะมีที่ว่างประเภทที่ไม่ต้องแข่งขันอะไรเลย ขอแค่เพียงเข้ามาสมัครเรียนเท่านั้นเอง

นักเรียนยุคใหม่หาที่เรียนผ่านรีวิว

นักเรียนสมัยนี้ถือว่าได้เปรียบตรงที่สามารถเลือกที่เรียนได้ค่อนข้างมาก ยกเว้นคนที่ต้องการเข้าเรียนในบางสาขาเท่านั้น ทำให้การตัดสินใจเลือกที่เรียนของนักเรียนเปลี่ยนไปมีการเลือกแล้วเลือกอีก สิ่งหนึ่งที่เป็นไปตามยุคสมัยคือการเข้าไปดูรีวิว ที่เรียนต่างๆ รวมถึงการไปตั้งกระทู้ถามข้อมูลในเว็บไซต์ ทำให้รูปแบบการแนะแนวการศึกษาด้วยครูแนะแนวแบบเดิมๆ แทบจะไม่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อเลย หลายครั้งที่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอครูแนะแนวเข้าไปนำเสนอหลักสูตร นักเรียนที่ถูกจัดให้มานั่งฟังอาจจะฟังการนำเสนอหลักสูตรไปพร้อมๆ กับการดูรีวิว หลักสูตรนั้นไปพร้อมกันทีเดียว

สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและมีสัญญาณให้ปรับตัวมานานนับแรมปีคือการปรับหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้น่าสนใจ หากทำได้เช่นนั้นก็จะมีคนนำไปรีวิว มากขึ้นเรื่อยๆ และข้อมูลที่นักเรียนพบในการรีวิว ก็จะช่วยดึงดูดให้มีคนตัดสินใจมาเรียนมากขึ้นในลักษณะเดียวกับคำว่าปากต่อปาก

บุคลากรในมหาวิทยาลัย

ปัญหาอย่างหนึ่งคือบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หนำซ้ำบางส่วนยังคิดติดกับดักในกรอบของการจัดการศึกษาเมื่อหลายสิบปีก่อนที่มี Demand มากกว่า Supply ทำให้การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทำได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบุคลากรในมหาวิทยาลัยรัฐที่ยังมีข้าราชการที่คิดว่ายังไงสถานะข้าราชการก็ไม่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตามตอนนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาสูงเป็นพิเศษ ตลอดจนมีข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ถี่ยิบ คงใช้เวลาในการปรับกระบวนทัศน์ของบุคลากรทางการศึกษาได้ง่ายขึ้นแล้วพากันก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไป

การหดตัวของมหาวิทยาลัย

ด้วยสภาวะจำนวนผู้เรียนและค่านิยมที่เปลี่ยนไป หากไม่ต้องสนใจปัจจัยอื่นเลยจะเกิดการหดตัวของมหาวิทยาลัย (University Downsizing) ในประเทศไทย อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ

ระยะยาวมหาวิทยาลัยที่มีอยู่จนยั่งยืนถึงระยะยาวได้ต้องขยับอันดับในประเทศให้อยู่ใน 50 อันดับแรกให้ได้ ซึ่งหากมหาวิทยาลัยใดพัฒนาถึงขั้นนั้นก็จะสามารถยั่งยืนคู่สังคมไทยไปอีกยาวนาน

ระยะปานกลางมหาวิทยาลัยที่มีอยู่จะต้องพัฒนาให้อยู่ใน 100 อันดับแรกในประเทศให้ได้ เพื่อต่อลมหายใจและรอการเพี้ยงพล้ำของอันดับต้นๆ กลุ่มนี้จะวัดกันที่อัตราการก้าวกระโดดในการพัฒนา

ระยะสั้นเป็นระยะการหดตัวอย่างรุนแรงของมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ใน 100 อันดับแรก ที่ต้องแข่งขันกันอย่างหนัก ซึ่งไม่รู้จะได้ซักกี่ปี บางมหาวิทยาลัยอาจเลิกกิจการ บางมหาวิทยาลัยอาจจะขายกิจการให้ทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตามประเทศไทยเองยังไม่ได้มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ต้องอ้างอิงอันดับจากฐานข้อมูลการจัดอันดับอื่นๆ (ที่ต่างประเทศจัดไว้) ซึ่งจะไม่ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทั้งหมด บางมหาวิทยาลัยอาจต้องคาดเดาอันดับตัวเอง หรือดีที่สุดคือเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดให้ได้

ในความเป็นจริงการหดตัวของมหาวิทยาลัยได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้วแต่ยังไม่เด่นชัดเหมือนปีนี้ เวลาที่เหลืออยู่ขออย่าให้เป็นดังสุภาษิตที่ว่า กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ก็แล้วกัน

กติกาการเล่น What If คือคำถามที่ตั้งไว้จะเป็นปลายเปิดสามารถมีคำตอบได้หลายคำตอบให้ขบคิดต่อไป

ปม อนันต์
7 มีนาคม 2561

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น