WHAT IF

ผมเขียน​ WHAT​ IF นี้ไว้เมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้วโดยใช้นามปากกา​ ปม​ อนันต์​ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วกระแส​ WHAT​ IF​ ได้รับความนิยมมาก​ ผมเองเขียนก็ไม่พ้นเรื่อง​ University​ Downsizing​ ที่ผมติดตามอยู่​ นำมารวบรวมในเพจนี้อีกรอบครับ

What If

หากมหาวิทยาลัยไม่มีนักศึกษาจะเป็นอย่างไร?

สถานการณ์ตอนนี้ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยมีจำนวนที่นั่งเรียนมากกว่าจำนวนผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อมากกว่าห้าหมื่นที่นั่งในปีการศึกษา 2561 ที่กำลังจะเปิดสอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ดังนั้นตอนนี้แต่ละมหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างการรับนักศึกษาใหม่ เริ่มมีกลยุทธ์ต่างๆ ออกมามากมาย เรียกว่าบางกลยุทธ์ออกแนวโปรโมชั่นกันทีเดียว และต้องคอยดูคู่แข่งอยู่ตลอดเวลาเพื่อการปรับแผนการรับสมัคร อย่างไรก็ตามจำนวนที่นั่งที่ว่างก็ยังคงมีอยู่เท่าเดิม เพียงแต่ว่าพอถึงเวลาเปิดเทอมแต่ละมหาวิทยาลัยจะรับส่วนแบ่งที่ว่างไปเท่าไหร่เท่านั้นเอง

สถานกวดวิชายังคงมีอยู่เหมือนเดิม (แต่ก็กำลังถดถอย) เพราะคนไทยยังมีค่านิยมในการเข้าเรียนบางโรงเรียน (กรณีเข้าเรียนระดับประถมและมัธยม) บางสาขาวิชา บางคณะ บางมหาวิทยาลัย เลยทำให้มีการแข่งขันเพื่อที่จะแย่งกันเข้าไปเรียนตามค่านิยมนั้น ส่วนสาขาที่ไม่เป็นที่นิยมตามค่านิยมก็จะมีที่ว่างประเภทที่ไม่ต้องแข่งขันอะไรเลย ขอแค่เพียงเข้ามาสมัครเรียนเท่านั้นเอง

นักเรียนยุคใหม่หาที่เรียนผ่านรีวิว

นักเรียนสมัยนี้ถือว่าได้เปรียบตรงที่สามารถเลือกที่เรียนได้ค่อนข้างมาก ยกเว้นคนที่ต้องการเข้าเรียนในบางสาขาเท่านั้น ทำให้การตัดสินใจเลือกที่เรียนของนักเรียนเปลี่ยนไปมีการเลือกแล้วเลือกอีก สิ่งหนึ่งที่เป็นไปตามยุคสมัยคือการเข้าไปดูรีวิว ที่เรียนต่างๆ รวมถึงการไปตั้งกระทู้ถามข้อมูลในเว็บไซต์ ทำให้รูปแบบการแนะแนวการศึกษาด้วยครูแนะแนวแบบเดิมๆ แทบจะไม่ส่งผลต่อการเลือกศึกษาต่อเลย หลายครั้งที่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอครูแนะแนวเข้าไปนำเสนอหลักสูตร นักเรียนที่ถูกจัดให้มานั่งฟังอาจจะฟังการนำเสนอหลักสูตรไปพร้อมๆ กับการดูรีวิว หลักสูตรนั้นไปพร้อมกันทีเดียว

สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวและมีสัญญาณให้ปรับตัวมานานนับแรมปีคือการปรับหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้น่าสนใจ หากทำได้เช่นนั้นก็จะมีคนนำไปรีวิว มากขึ้นเรื่อยๆ และข้อมูลที่นักเรียนพบในการรีวิว ก็จะช่วยดึงดูดให้มีคนตัดสินใจมาเรียนมากขึ้นในลักษณะเดียวกับคำว่าปากต่อปาก

บุคลากรในมหาวิทยาลัย

ปัญหาอย่างหนึ่งคือบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หนำซ้ำบางส่วนยังคิดติดกับดักในกรอบของการจัดการศึกษาเมื่อหลายสิบปีก่อนที่มี Demand มากกว่า Supply ทำให้การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทำได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบุคลากรในมหาวิทยาลัยรัฐที่ยังมีข้าราชการที่คิดว่ายังไงสถานะข้าราชการก็ไม่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตามตอนนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาสูงเป็นพิเศษ ตลอดจนมีข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ถี่ยิบ คงใช้เวลาในการปรับกระบวนทัศน์ของบุคลากรทางการศึกษาได้ง่ายขึ้นแล้วพากันก้าวข้ามปัญหาเหล่านี้ไป

การหดตัวของมหาวิทยาลัย

ด้วยสภาวะจำนวนผู้เรียนและค่านิยมที่เปลี่ยนไป หากไม่ต้องสนใจปัจจัยอื่นเลยจะเกิดการหดตัวของมหาวิทยาลัย (University Downsizing) ในประเทศไทย อาจจะแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ

ระยะยาวมหาวิทยาลัยที่มีอยู่จนยั่งยืนถึงระยะยาวได้ต้องขยับอันดับในประเทศให้อยู่ใน 50 อันดับแรกให้ได้ ซึ่งหากมหาวิทยาลัยใดพัฒนาถึงขั้นนั้นก็จะสามารถยั่งยืนคู่สังคมไทยไปอีกยาวนาน

ระยะปานกลางมหาวิทยาลัยที่มีอยู่จะต้องพัฒนาให้อยู่ใน 100 อันดับแรกในประเทศให้ได้ เพื่อต่อลมหายใจและรอการเพี้ยงพล้ำของอันดับต้นๆ กลุ่มนี้จะวัดกันที่อัตราการก้าวกระโดดในการพัฒนา

ระยะสั้นเป็นระยะการหดตัวอย่างรุนแรงของมหาวิทยาลัยที่ไม่อยู่ใน 100 อันดับแรก ที่ต้องแข่งขันกันอย่างหนัก ซึ่งไม่รู้จะได้ซักกี่ปี บางมหาวิทยาลัยอาจเลิกกิจการ บางมหาวิทยาลัยอาจจะขายกิจการให้ทุนต่างชาติ

อย่างไรก็ตามประเทศไทยเองยังไม่ได้มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทำให้ต้องอ้างอิงอันดับจากฐานข้อมูลการจัดอันดับอื่นๆ (ที่ต่างประเทศจัดไว้) ซึ่งจะไม่ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทั้งหมด บางมหาวิทยาลัยอาจต้องคาดเดาอันดับตัวเอง หรือดีที่สุดคือเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดให้ได้

ในความเป็นจริงการหดตัวของมหาวิทยาลัยได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้วแต่ยังไม่เด่นชัดเหมือนปีนี้ เวลาที่เหลืออยู่ขออย่าให้เป็นดังสุภาษิตที่ว่า กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ ก็แล้วกัน

กติกาการเล่น What If คือคำถามที่ตั้งไว้จะเป็นปลายเปิดสามารถมีคำตอบได้หลายคำตอบให้ขบคิดต่อไป

ปม อนันต์
7 มีนาคม 2561

เผยแพร่โดย อาจารย์ปราโมทย์

รับราชการอาจารย์มหาวิทยาลัย งานอดิเรกเขียนหนังสือ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น